มังคุด
11    
 
พันธุ์
        มังคุดมีอยู่พันธุ์เดียวเรียกกันว่าเป็นพันธุ์พื้นเมือง เพราะมังคุดเป็นพืชที่ปลูกด้วยเมล็ด และเมล็ดมังคุดไม่ได้ เกิดจากการผสมเกสร จึงแทบจะไม่มี โอกาสกลายพันธุ์เลย แม้จะพบว่ามังคุดสายพันธุ์จากเมืองนนท์ มีผลเล็กและเปลือกบาง มังคุดปักษ์ใต้เปลือกหนา แต่ยังไม่มีการศึกษาเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนพอที่จะแยก เป็นพันธุ์ได้
ลักษณะประจำพันธุ์
- เป็นไม้ยืนต้น ต้นโตเต็มที่จะสูงประมาณ 10 - 25 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางต้น 25 - 30 เซนติเมตร เปลือกสีดำ มียางเหนียวข้นสีเหลืองอมเขียว
ทรงพุ่มแบบ Pyramidal crown หรือ conical shape ต้นเรียบทรงต้นงามเป็นระเบียบ กิ่งใบหนาทำมุมฉากกับลำต้น
- ใบเป็นใบเดี่ยว (simple leaf) เกิดแบบตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ หรือแบบ ternate ก้านใบสั้นใบเป็นแบบ Ovate-elliptic-oblong ขอบใบเรียบ
ใบหนา ด้านหลังใบสีเขียวเข้ม และเป็นมัน ส่วนใต้ใบเป็นสีเขียวอ่อนไม่เป็นมัน ผิวใบเรียบ ยาว 12-23 เซนติเมตร กว้าง 4.5 - 10 เซนติเมตร
เส้นใบแบบ pinnate เส้นกลางใบเห็นชัดเจน กลมนูนทางด้านหลังใบ และเป็นสันทางด้านใต้ใบ น้ำหนักผล 54.5 - 79.5 กรัม ผลหนึ่ง ๆ
มีเนื้อประมาณ 25 -30 เปอร์เซ็นต์ มังคุดต้นหนึ่ง ๆ จะให้ผลอย่างน้อย 100 ผล และอาจให้ผลถึง 500 - 600 ผล
- เมล็ดรูปร่างคล้ายเปลือกหอย มี 2 ฝา เปลือกหุ้มเมล็ดสีน้ำตาลบางใส ผิวเมล็ดขรุขระ มีอายุการเก็บสั้น การกระจายของมังคุดไปยังถิ่นต่าง ๆ ถูกกำจัด เนื่องจากอายุของเมล็ดมังคุดสั้นมาก เมล็ดที่อยู่ในผลจะมีอายุได้ 2-5 สัปดาห์ และถ้าอยู่นอกผลโดยไม่เก็บไว้ในที่ชื้นจะมีอายุได้เพียง 2-3 วันเท่านั้น
การปลูก
        ระยะปลูก   ระยะปลูกที่เหมาะสมอยู่ในช่วง 9-10 X 9-10 เมตร ในพื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกมังคุดได้ ประมาณ 16-20 ต้น ในกรณีที่ปลูกด้วยต้นเสียบยอด ซึ่งให้ผลผลิตได้ ตั้งแต่อายุ 3-4 ปี อาจใช้ระยะปลูก 5X5 เมตร เมื่อต้นมังคุดมีขนาดใหญ่ขึ้น มีทรงพุ่มชนกัน ให้ตัดต้นมังคุดออกต้นเว้นต้น จะทำให้ต้นที่เหลือมี ระยะปลูกเป็น 10X10 เมตร
        การเตรียมหลุมปลูก   หลุมที่ปลูกมังคุดควรมีขนาดไม่น้อยกว่า 50X50X50 เซนติเมตร ให้ใช้ปุ๋ย หินฟอสเฟตประมาณ1/2 กระป๋องนม หรือประมาณ 100-150 กรัมต่อหลุม และปุ๋ยคอกเก่าที่สลายตัวแล้ว ประมาณ 1 บุ้งกี๋ คลุกเคล้ากับดินบนให้ทั่วแล้วกลบกลับคืนลงไปในหลุมให้ระดับดินสูงกว่าเดิมเล็กน้อยเผื่อ ไว้สำหรับดินยุบตัวในภายหลัง
        การปลูก     ต้นกล้าที่นำมาปลูก ควรมีความสมบูรณ์ โดยใบคู่สุดท้าย ควรจะเป็นใบที่แก่เต็มที่แล้ว และ ควรเป็นต้นกล้าที่มีอายุประมาณไม่เกิน 2 ปี มีระบบรากแผ่กระจายดี ไม่ขดม้วนงออยู่ก้นถุง ก่อนปลูกควรตัด ใบให้เหลือครึ่งใบทุก ๆ ใบ เพื่อลดการคายน้ำ นำต้นกล้าไปปลูกตรงกลางหลุม ปลูกให้ลึกเท่ากับระดับดินเดิมแล้วพูนดินบริเวณโคนต้นให้เป็นเนินสูงขึ้นมาเล็กน้อย ใช้ไม้ปักเป็นหลักผูกยึดต้นมังคุดไว้กับหลักเพื่อป้องกัน ลมพัดโยก หลังจากนั้นต้องรดน้ำตามทันทีเพื่อช่วยให้เม็ดดินกระชับราก การปล่อยให้ต้นไม้ที่ยังไม่ตั้งตัวถูก ลมพัดโยกไปมา โดยไม่มีหลักยึดจะทำให้ระบบรากไม่เจริญ และต้นมังคุดจะชะงักการเจริญเติบโตมีเปอร์เซนต์ การตายสูง นอกจากนี้แล้วต้นมังคุดที่เพิ่งปลูกจะไม่ทนต่อแสงแดด และความร้อนสูงต้องใช้ทางมะพร้าว หรือจากช่วยพรางแสงแดดให้กับต้นมังคุด จนกว่าจะมีขนาดโตพอประมาณและตั้งตัวได้แล้วจึงค่อยปลดออก ซึ่งจะกินเวลาประมาณ 2 ปี
        ในระหว่างที่รอมังคุดใหัผลผลิตในระยะ 1-4 ปีแรก อาจจะปลูกพืชแซมเพื่อเสริมรายได้ โดยการ ปลูกพืชผักหรือไม้ผลอายุสั้น เช่น กล้วย มะละกอ สับปะรด เป็นต้น ในสวนที่ไม่ได้ปลูกพืชแซมควรปล่อยให้ มีหญ้าขึ้นตามธรรมชาติและคอยควบคุม โดยการตัด หรืออาจจะปลูกพืชคลุมดิน เพื่อเป็นการรักษาหน้าดิน และ ความชื้นภายในดิน เช่น ถั่วลาย เพอราเลีย คุดชู (หรือซีลูเรียม) ก็ได้ โดยหว่านเมล็ดพันธุ์ในอัตรา 2-3 กก./ไร่ และต้องคอยคุมไม่ให้เถาเลื้อยพันต้นมังคุด

การให้น้ำ
         ต้นมังคุดปลูกใหม่ในระยะแรก จะขาดน้ำไม่ได้ ต้องคอยดูแลรดน้ำ ให้ดินมีความชื้นอยู่เสมอ หากฝนไม่ตก หลังจากนั้นเมื่อต้นมังคุดตั้งตัวได้ดีแล้ว อาจเว้นระยะห่างออกไปบ้าง ปริมาณและความถี่ ของการให้น้ำขึ้นกับสภาพความชื้นของดินและเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งควรหาวัสดุ เช่นหญ้าแห้ง ฟางแห้ง คลุมบริเวณ โคนต้นเพื่อรักษาความชื้นให้กับดิน
         สำหรับมังคุดต้นโตและให้ผลผลิตแล้ว ยังจำเป็นต้องดูแลเรื่องการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ แต่ในช่วง ปลายฤดูฝนย่างเข้าสู่ฤดูหนาวฝนจะตกน้อยลงต้องดูแลเป็นพิเศษ (ประมาณเดือนพฤศจิกายน ในภาคตะวัน ออกและเดือนมกราคมในภาคใต้) เพราะช่วงนี้มังคุดต้องการสภาพแห้งแล้ง เพื่อพักตัวและสะสมอาหารเตรียม การออกดอก ให้กำจัดวัชพืชและทำความสะอาดบริเวณโคนต้นเพื่อช่วยให้ดินแห้งเร็วขึ้น ควบคุมการให้น้ำโดย ให้ในปริมาณเพียงเล็กน้อย แต่ต้องระวังอย่างดน้ำจนใบมังคุดเหี่ยวเฉา และเมื่อต้นมังคุดผ่านสภาวะแห้งแล้ง มาได้ระยะหนึ่ง มังคุดจะเริ่มทะยอยออกดอกและติดผลในเวลาต่อมาตลอดช่วงการเจริญของผลมังคุดต้อง ดูแลให้น้ำอย่างสม่ำเสมออาจจะให้วันเว้นวันหรือวันเว้นสองวัน เพื่อให้มังคุดเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และ ป้องกันปัญหาเรื่องผลแตกยางไหล ในกรณีที่ให้น้ำโดยการลากสายยางรดควรพ่นน้ำเข้าไปในทรงพุ่มให้ทั่ว จะช่วยลดการทำลายของเพลี้ยไฟและไรแดง ได้บ้าง
         ระบบการให้น้ำถ้าเป็นสวนไม่ใหญ่นักอาจจะ ใช้วิธีลากสายยางรดน้ำได้ แต่ถ้าเป็นสวนขนาด ใหญ่ควรมีการวางระบบการให้น้ำในแต่ละต้นด้วย หัวเหวี่ยงขนาดเล็กก็จะสะดวกขึ้นและเป็นการ ประหยัดเวลาและ แรงงานในการให้น้ำ ตลอดจนประหยัดน้ำได้เป็นอย่างดี

การใส่ปุ๋ย
ดึงใบอ่อน
ทางดิน
ปุ๋ยตราดาวนก สูตร ดรากอน-กรีน(แทนเคมีสูตร 15-15-15 ) 3-5 กก.ต่อต้น
ทางใบ
ต้องดึงใบอ่อนให้ออก 2 ชุด ในแต่ละชุดให้พ่นสูตรต่อไปนี้ 2-3 ครั้ง
ดึงชุดที่ 1   ไฮยีสต์ 250 ซีซี  + ไฮแบค 200 ซีซี + พืชละออ 100 ซีซี
ดึงชุดที่ 2   ไฮยีสต์ 250 ซีซี  + พืชละออ 100 ซีซี. เขียวสด 200 ซีซี เร่งใบแก่
 เตรียมต้นก่อนดึงดอก 1 เดือน
ทางดิน 
ปุ๋ยตราดาวนก  สูตร ดรากอน-โกลด์  ( แทนเคมีสูตร 8-24-24 )  3-5 กก.ต่อต้น
ทางใบ 
หากช่วงนี้มีการแตกใบอ่อน ก็เร่งใบแก่ ด้วย เขียวสด 250 ซีซี ผสมน้ำ 200 ลิตร
หลังจากนั้น ปล่อยต้นอดน้ำ นานครึ่งเดือน (ไม่ให้น้ำ) จึงพ่นดึงดอกได้
 ดึงดอก เปิดตาดอก กระตุ้นการออกดอก พร้อมยืดช่อ  หลังปล่อยต้นอดน้ำ มาได้ 15 วัน
  ดูสภาพอากาศ และ ใบเพสลาดดีหรือยัง หากต้นพร้อม พ่นดึงดอกได้
ทางใบ 
ชุดดึงดอก ผสมน้ำ 200 ลิตร (พ่นครั้งที่ 1 อีก 7 วันพ่นซ้ำครั้งที่ 2)
อีก 2 วัน ให้โชยน้ำไปจนกว่าจะเริ่มแทงช่อดอก เมื่อเห็นดอกชัดเจนค่ออัดน้ำ
หมายเหตุ, สูตรนี้เน้นต้นสมบูรณ์ หากจะนำเทคนิคนี้ไปใช้กับยาดึงดอกอื่นๆ  มักไม่ค่อยสำเร็จ
ช่วงดอกบาน พัฒนาดอกเป็นผลอ่อน พ่นอาหารเสริมลดการหลุดร่วง
ทางใบ  
ขยายผล 300 ซีซี +ไฮแบค 200 ซีซี +เขียวสด 200 ซีซี + พืชละออ100 ซีซี + ยาฆ่าเพลี้ยไฟ
ติดผลอ่อน ขยายขนาดผล ปรับโครงสร้างผล ( พ่นทุก 7 วันครั้ง ) + ยาฆ่าเพลี้ยไฟ
ทางดิน
ดรากอน-โกล์ด (ถุงชมพู) 3-5 กก./ต้น
ทางใบ
ขยายผล 300 ซีซี + ไฮแบค 200 ซีซี + เขียวสด 200 ซีซี + พืชละออ 100 ซีซี + ยาฆ่าเพลี้ยไฟ
สร้างเนื้อ เร่งแก่ เร่งสี เพิ่มน้ำหนัก ป้องกันผลแกน เปลือกปริแตก ยางไหล
ทางใบ
ขยายผล 300 ซีซี + ไฮแบค 200 ซีซี + เขียวสด 200 ซีซี + พืชละออ 100 ซีซี
ก่อนเก็บผล 1 เดือน
ทางใบ
ให้ผสม ไฮสวีท 250-300 ซีซี ลงไปด้วยเพื่อปรับคุณภาพผล ให้มีรสชาติดี
ฟื้นต้น ล้างสารตกค้างใต้ดิน สำหรับไม้ผลทุกชนิด
ราดดิน  
ไฮยีสต์ + ไฮแบค อย่างละ 500 ซีซี.
ทางใบ   
ไฮยีสต์ 300 ซีซี + ไฮแบค 500 ซีซี
ปุ๋ยทางดิน
สูตรดรากอน-กรีน(ถุงเขียว) 3-5 กก.ต่อต้น ใส่หลังเก็บขาย

      การใส่ปุ๋ยบำรุงต้น  มังคุดที่ยังไม่ไห้ผล อายุ 1-2 ปี ให้ใส่ปุ๋ย 1 กำมือ และเพิ่มขึ้นประมาณ 2 กำมือ/ต้น ให้ใส่ปุ๋ยหลังตัดแต่งกิ่ง และกำจัดวัชพืชแล้ว (ช่วงต้นและปลายฤดูฝน) การใส่ปุ๋ยมังคุดที่ให้ผลแล้ว ปริมาณการใส่ปุ๋ยให้พิจารณาจากอายุต้น ความอุดมสมบูรณ์ของต้น ชนิดของดิน และปริมาณผลผลิตที่เก็บเกี่ยวในฤดูที่ผ่านมา โดยจะให้ใน 3 ช่วง ดังนี้
      การใส่ปุ๋ยหลังเก็บผลเสร็จแล้ว    จะต้องรีบตัดแต่งกิ่ง และกำจัดวัชพืชโดยเร็ว และให้ใส่ปุ๋ยตราดาวนก สูตร ดรากอน-กรีน(ถุงเขียว) แทนปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15, 16-16-16 ต้นละ 3-5 กิโลกรัม หว่านรอบทรงพุ่ม
       มังคุดจะเริ่มแตกใบอ่อน ในสภาพธรรมชาตินั้นมังคุดจะแตกใบไม่พร้อมกัน ทำให้การดูแล ยากขึ้น ไม่เป็นระบบตามช่วงอายุ เพราะใน 1 ต้น มีหลายรุ่น ส่งผลถึงการติดดอกออกผลด้วย  และควรตรวจเรื่องโรคแมลง และทำการป้องกันกำจัด เพื่อให้ใบอ่อนของมังคุดเป็นใบแก่ที่สมบูรณ์ต่อไป ตามปกติมังคุดจะแตกใบอ่อน 1-2 ครั้ง ก่อนที่จะเข้าสู่ระยะพักตัวเพื่อออกดอก ในรอบต่อไป นอกเสียจากว่ามีความผิดพลาดในเรื่องของการพ่นยา อาหารเสริม และสภาวะอากาศไม่เหมาะสม
       การใส่ปุ๋ยก่อนการออกดอก  เมื่อฝน เริ่มทิ้งช่วง ให้ใส่ปุ๋ยเพื่อสะสมอาหาร เตรียมต้นในการออกดอกหรือที่เรียกว่าปุ๋ยเร่งดอก ปุ๋ยดาวนก สูตร ดรากอน-โกลด์ (ถุงชมพู) หรือปุ๋ยที่มีธาตุฟอสฟอรัสสูง สุตร 8-24-24, 9-24-24 ประมาณ 3-5 กิโลกรัม/ต้น
       การใส่ปุ๋ยเมื่อติดผลแล้ว   หลังดอกบาน และเริ่มติดผลเล็กๆ จะต้องให้ปุ๋ยสูตร ดรากอน-โกลด์ (ถุงชมพู) แทนเคมีสูตร 8-24-24 ซึ๋งการใส่ปุ๋ยสูตรนี้จะดีกว่า สูตร 15-15-15 เพื่อช่วยในการ เจริญเติบโตของผล  และเมื่อผลมังคุดมีอายุ 4-5 สัปดาห์หลังดอกบาน ให้ใส่ปุ๋ยดาวนก สูตร ดรากอน-โกล์ดอีกครั้ง เพื่อเป็นการบำรุงเนื้อและผลให้มีคุณภาพดีขึ้น
        ในกรณีที่ต้นมังคุดขาดความสมบูรณ์ สังเกตจาก " ใบเล็ก เส้นของใบไม่เขียวเป็นมันสด หรือติดผลดก ควรให้ปุ๋ยทางใบเสริม โดยฉีดพ่นในช่วงสัปดาห์ที่ 4-8 หลังดอกบาน โดยใช้ ขยายผล + ไฮแบค + เขียวสด เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่ผลมังคุดมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วต้องการอาหารมากการเสริมปุ๋ยทางใบจะช่วยเพิ่มขนาดของผลมังคุดให้ใหญ่ขึ้น
การตัดแต่งกิ่ง
       การตัดแต่งกิ่ง   ตัดแต่งปลายกิ่งที่เบียดกันในทรงพุ่มออกบ้างเพื่อให้ทรงพุ่มโปร่งและช่วยให้ แสงแดดส่องเข้าไปในทรงพุ่มได้ เพราะกิ่งใหญ่ ๆ ที่อยู่ในทรงพุ่มเมื่อได้รับแสงแดดจะมีโอกาสแตกกิ่ง เพราะ        นอกจากจะช่วยลดการระบาดของโรคและแมลงแล้วกิ่งใหญ่ที่อยู่ในทรงพุ่มเมื่อได้รับแสงแดดจะมีโอกาสแตก กิ่งเล็ก ๆ ขึ้นมา ซึ่งกิ่งเหล่านี้ต่อมาจะออกดอกให้ผลได้เช่นเดียวกับกิ่งที่อยู่นอกทรงพุ่ม และผลที่เกิดขึ้นที่กิ่ง ภายในทรงพุ่มนี้จะมีคุณภาพดีมีผิวนวลสวยรวมทั้งการเก็บเกี่ยวจะทำได้สะดวก

โรคแมลง
        อาการผิดปกติที่เกิดกับส่วนต่าง ๆ ของมังคุดอาจจะมีสาเหตุมาจากการทำลาย ของโรค-แมลงหรืออาจจะเกิดจากสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม ซึ่งมีผลโดยตรงต่อปริมาณและคุณภาพของ ผลผลิต โรคแมลงและอาการผิดปกติที่สำคัญได้แก่

1. หนอนชอนใบ จะกินอยู่ใต้ผิวใบทั้งสองด้านและเห็นเป็นทางสีขาวคดเคี้ยวไปมา ใบที่ถูกทำลาย จะมีรูปร่างบิดเบี้ยว ใบไม่เจริญและมีขนาดเล็ก หนอนชนิดนี้จะทำลายเฉพาะใบอ่อนเท่านั้น รวมทั้งต้นกล้ามังคุด ที่อยู่ในเรือนเพาะชำ มักจะพบการทำลายของหนอนชอนใบด้วย การป้องกันกำจัด ในระยะที่มังคุดเริ่มแตกใบอ่อน ถ้าพบการทำลายให้พ่นด้วย สารป้องกันกำจัดแมลง " สารคลอไพรีฟอต / คลอไพรีฟอต + ไซเปอร์เมทริน / ไซเปอร์เมทริน / " ทุก 7 วัน เมื่อใบแก่ก็หยุดพ่น
2. หนอนกินใบ เป็นหนอนของผีเสื้อชนิดหนึ่งขนาดของตัวหนอนยาวประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร สีของตัวหนอนเหมือนกับสีของใบอ่อนมังคุด (เขียวแกมเหลือง) ถ้าหากไม่สังเกตดี ๆ จะมองไม่เห็น ตัวหนอนจะกัดกินแต่ใบอ่อนเท่านั้น ลักษณะการทำลายทำให้ใบเว้า ๆ แหว่งๆ เหลือแต่ก้านใบทำให้มังคุดขาด ความสมบูรณ์ การป้องกันกำจัด ตรวจดูตามใบมังคุด หากพบการทำลาย ให้หาเศษหญ้าแห้ง กองรอบโคนต้นมังคุด พอตอนสายๆ ให้รื้อกองหญ้าทำลายหนอน   หรือให้พ่นสารประเภทดูดซึม " สารคลอไพรีฟอต / คลอไพรีฟอต + ไซเปอร์เมทริน / ไซเปอร์เมทริน / " พ่น 2-3 ครั้ง ห่างกัน 5-7 วันครั้ง
3. เพลี้ยไฟ เป็นแมลงขนาดเล็ก เคลื่อนไหวตัวได้รวดเร็วระบาดในช่วงที่อากาศ แห้งแล้งติดต่อกันนาน ๆ โดยทั้งตัวอ่อนและตัวแก่ของศัตรูชนิดนี้จะดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอดอ่อนดอกอ่อน และผลอ่อนของมังคุด ถ้าหากเป็นยอดอ่อนจะทำให้ยอดแห้ง สำหรับดอกอ่อนและผลอ่อนจะทำให้ดอกร่วง และผลมีรอยสีน้ำตาลกร้านมียางไหลและจะทำให้ผลร่วงได้ ศัตรูชนิดนี้นับเป็นศัตรูสำคัญที่มีผลกระทบในการ ส่งออกมังคุดเป็นอย่างมากการป้องกันกำจัด เมื่อมังคุดเริ่มติดดอกให้หมั่นตรวจดูดอกมังคุด ถ้าหากพบว่ามีเพลี้ยไฟอยู่ตาม โคนก้านดอกหรือตามกลีบดอกให้ฉีดพ่นสารเคมีประเภทดูดซึม เช่น สารโมโนโครโตฟอส เมทธิโอคาร์บ หรือ คาร์โบซัลแฟน หลังพ่นสารเคมีแล้ว 5-7 วัน ให้ตรวจดูอีก หากยังพบอยู่ให้พ่นซ้ำ การป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟ ให้ได้ผลดี ควรทำพร้อมกันกับสวนข้างเคียงเพื่อป้องกันการเคลื่อนย้ายของแมลง
4. ไรแดง เมื่อลมหนาวเริ่มลง (ปลายฝนต้นหนาว) ไรแดงมักจะระบาดพร้อมๆกับ เพลี้ยไฟ โดยไรแดงจะดูดกินน้ำเลี้ยงที่ดอกและผลอ่อน ทำให้ดอกและผลอ่อนแห้งร่วงหล่นไป  หรือทำให้ผลไม่เจริญ เปลือกมีผิดตกกระ เป็นขุย การป้องกันกำจัด ระยะที่มังคุดกำลังออกดอกและติดผล ถ้าพบให้พ่นด้วย กำมะถันผงหรือสารไดโคโพลทุก 7-10 วัน
5. โรคใบจุด เกิดจากเชื้อรา เชื้อราเข้าทำลายใบเกิดเป็น รอยแผลไหม้สีน้ำตาลมีขอบแผลสีเหลือง รูปร่างของแผลไม่แน่นอน ทำให้ใบเสียเนื้อที่ในการสังเคราะห์แสง ความสมบูรณ์ของต้นลดลง และถ้าระบาดรุนแรงใบจะแห้งทั้งใบและร่วงหล่น ทำให้ผลมังคุดไม่มีใบปกคลุม ผิวของผลมังคุดจะกร้านแดดไม่สวย การป้องกันกำจัด ฉีดพ่นด้วย ไฮแบค 300 ซีซี.ผสมน้ำ 200 ลิตร พ่น 2-3 ครั้ง ห่างกัน 7 วันครั้ง หรือสารเคมี   "คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ แมนโคเซบ คาร์เบนดาซิม หรือเบนโนมิล" เป็นต้น
6. โรคใบแห้งและขอบใบแห้ง   แดดจัด ความชื้นต่ำ ทำให้น้ำระเหยออกจากขอบใบมาก จนกระทั่งขอบใบแห้ง ทำให้มังคุดเจริญเติบโตช้า ต้นขาดความสมบูรณ์  ให้ผลผลิตน้อย (ควรหลีกเลี่ยงการปลูกมังคุดในสภาวะแล้ง และมักจะเกิดช่วงที่ผลมังคุดกำลังออกดอก ติดผลพอดี เมื่อใบมังคุดขาดความสมบูรณ์จะทำให้ผลมังคุดขาดความสมบูรณ์ตามไปได้ การป้องกันกำจัด ควรดูแลให้ต้นมังคุดได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอและพอเพียง
7. อาการยางไหลที่ผิว จะพบได้ทั้งระยะผลอ่อนและผลแก่
- ยางไหลระยะผลอ่อน   เกิดจากเพลี้ยไฟดูดกินน้ำเลี้ยงระยะผลอ่อน จะทำให้เกิด ยางไหลออกมาจากผิวเปลือกเป็นสีเหลือง ทำให้ผลมีการเจริญเติบโตช้า การป้องกันกำจัด กำจัดเพลี้ยไฟ ตั้งแต่มังคุดเริ่มออกดอก
- ยางไหลระยะผลขนาดใหญ่   ผลเขียวแต่ใกล้แก่ เพราะน้ำมากเกินไป และผ่านแล้งมานาน พอได้น้ำเต็มที่จากฝนตก จึงทำให้ปริมาณน้ำ ในผลปะทุออกมาเอง ยางเหล่านี้ขูดออกได้ แต่เสียราคา และอีกกรณีคือ ธาตุอาหารไม่พอ ไม่ได้รับธาตุอาหารเสริมอย่างสม่ำเสมอเปลือกจึงมีโครงสร้างที่ไม่สมบูรณ์ เมื่อสำลักน้ำจึงปะทุออกมา (ผลแตก)
8. อาการเนื้อแก้ว   อาการเนื้อมังคุดที่มีสีขาวใสในบางกลีบ บางครั้งก็เป็นเนื้อแก้วทั้งผล ผลที่มีรอยร้าวมักจะมีอาการเนื้อแก้วด้วย แต่ในบางครั้งลักษณะภายนอกเป็นปกติ เมื่อผ่าดูก็อาจพบอาการเนื้อแก้วได้เช่นกัน
- อาการยางไหลภายในผล    พบยางสีเหลืองอยู่ตรงกลางระหว่างกลีบผล มักจะพบคู่กับอาการเนื้อแก้ว หรืออาจจะพบแต่อาการยางไหลเพียงอย่างเดียวก็ได้
- อาการเนื้อแก้วและยางไหลภายในผล   จะพบมากในมังคุดที่ขาดการดูแลรักษา เช่น ได้รับน้ำไม่สม่ำเสมอ หรือขาดน้ำเป็นเวลานาน ๆ เมื่อได้รับน้ำจากฝนที่ตกชุกในช่วงผลใกล้แก่ ผลมังคุดได้รับน้ำอย่างกระทันหัน เปลือกขยายตัวไม่ทันเกิดรอยร้าว ท่อน้ำยางภายในผล ก็ได้รับน้ำมากเช่นกัน เกิดแรงดันมากจึงปะทุแตก มีน้ำยางไหลออกมา นอกจากนั้นแล้ว การบำรุงรักษาไม่ถูกต้อง มังคุดได้รับธาตุอาหารไม่เพียงพอ อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีการเจริญเติบโต ผิดปกติเกิดเป็นเนื้อแก้วได้

สังเกตุอาการ
1. ใบอ่อนไหม้ หงิกงอ ขอบใบม้วนแห้งและร่วง ผิวผลอ่อนสีน้ำตาลกร้าน มียาง ผลไม่เจริญ ผิวเปลือกขรุขระเป็นขี้กลาก เพลี้ยไฟ
2. พบเห็นทางเดินคดเคี้ยวไปมา ระหว่างผิวใบ2ด้าน หนอนชอนใบ
3. ใบแห้งเป็นจุดสีเทาขนาดใหญ่ กลางแผลมีจุดสีดำประปราย ใบไหม้
4. ผิวของผลภายนอก ร้าวตามขวางของลูก เนื้อแก้ว
5. ผลแก่จัด มีสีผิวซีดจาง เปลือกแข็ง เนื้อในเน่าเละ ผลเน่า

เก็บเกี่ยว
การเก็บเกี่ยว
         โดยทั่วไปมังคุดเริ่มออกดอกเมื่อปลูกไปได้ประมาณ 7-8 ปี และได้ผลผลิตเต็มที่เมื่อมีอายุประมาณ 12 ปีขึ้นไป การออกดอกของมังคุดจะไม่ออกพร้อมกันในทีเดียวจะทะยอยออกอยู่นานราว 40 วัน เป็นผลให้ การเก็บเกี่ยวมังคุดต้องทะยอยเก็บเกี่ยวไปด้วยเช่นกัน

การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว
1. ขนย้ายหรือลำเลียงจากสวนไปยังโรงเรือนคัดบรรจุหรือแหล่งรวบรวมผลผลิต ภาชนะที่ใช้ ในการขนย้ายต้องสามารถปกป้องผลมังคุดจากการกระทบกระแทกหรือเกิดรอยขูดขีด และไม่ควรวางผล ซ้อนทับกันเกิน 30 เซนติเมตร เพื่อไม่ให้ผลมังคุดที่อยู่ล่างสุดได้รับแรงกดทับมากเกินไป
2. คัดคุณภาพโดยคัดเอาเฉพาะผลที่มีคุณภาพดี คือไม่มีรอยร้าวรอยบุบที่ผิว ผิวเกลี้ยงปราศจาก รอยแผลกร้านจากการทำลายของเพลี้ยไฟ ไรแดง และให้แยกผลมังคุดออกจากกันตามสีและขนาดของผลไป พร้อม ๆ กันด้วย
3. ทำความสะอาดผล ใช้มีดขูดยางที่ติดอยู่ตามผิวออกให้หมด โดยดำเนินการไปพร้อม ๆ กับ ขั้นตอนที่ 2 หลังจากนั้นจึงทำความสะอาดใต้กลีบเลี้ยงโดยใช้ลมเป่าเพื่อกำจัดฝุ่นผง และไล่มด แมงมุมหรือ แมลงชนิดอื่นที่อาจเข้าไปอาศัยอยู่
4. คัดขนาดหรือน้ำหนักของมังคุดแบ่งเป็นเกรด ๆ ตามความต้องการของลูกค้า ผลมังคุดเพื่อ การส่งออกควรมีขนาดประมาณ 70-100 กรัมต่อผล สำหรับผลที่มีขนาดเล็กบรรจุกล่องขายตลาดภายในก็จะ ได้ราคาสูงขึ้น
5. การบรรจุหีบห่อ บรรจุผลมังคุดที่มีความแก่ในวัยเดียวกันในกล่องเดียวกันโดยเรียงผลมังคุด ลงในกล่องโดยตรงหรือมีกระดาษลูกฟูกกั้นเป็นช่อง ๆ 1 ช่อง ต่อ 1 ผล หรือจะบรรจุในถาดโฟมถาดละ 4 ผล หุ้มพลาสติกพีวีซี ก็จะช่วยให้ผลมังคุดมีกลีบเลี้ยงสดอยู่ได้นานขึ้น
 

มังคุดต้นเล็ก
พ่นด้วยไฮยีสต์
บำรุงต้น

ดึงใบอ่อนก็ใช้
ไฮยีสต์ พ่นดึงใบอ่อน

ใบอ่อนเริ่มออก

ใบอ่อนเริ่มคลี่ออก
ให้น้ำตามปกติ

ใบอ่อนเริ่มเพสลาด

เมื่อทำใบอ่อน
ได้ 2ชุดแล้ว

ถ้าต้นพร้อม
พ่นดึงดอกได้

การผสมยาดึงดอก

มีตัวยา 3 ตัว
ให้ผสมตามคำแนะนำ
อย่างเคร่งครัด
เพื่อให้ได้
ประสิทธิภาพสูงสุด



หลังพ่นสูตรดึงดอก
จะเริ่มแทงช่อดอก
ให้โชยน้ำบางๆ

เพื่อป้องกัน
กลายเป็นใบอ่อน

หากต้องการเบรค
ใบอ่อน ให้ทำในช่วงนี้
โดยใช้ "แอนตี้เอ็น"

พ่นให้ทั่วทรงพุ่ม
จะไม่มีผลกระทบต่อ
ดอก และผลอ่อน


เห็นดอกชัดเจน
เมื่อไหร่ ?
ค่อยอัดน้ำเต็มที่



ดอกจะพัฒนาต่อไป
เป็นดอกตูม





ช่วงดอกเริ่มบาน
ให้พ่นยาเพลี้ยไฟได้
มังคุดผิวจะสวยหรือไม่
อยู่ที่ช่วงนี้พ่นยา
เพลี้ยไฟทันไหม?


เมื่อกลีบดอกบานหลุด
ร่วงไปก็จะติดผลอ่อน
จากภาพผลอ่อน
เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล


นี่แหละผลจาก
การไม่ได้พ่นกำจัด
ยาเพลี้ยไฟ
ในช่วง ช่วงดอกบาน



กว่าจะได้ผลผลิตแบบนี้
เหนื่อย !!!



แต่ถ้าทำออกก่อน
สวนอื่นๆได้
ก็จะได้ราคาดี
ครับ !!

 
   



-:[ Information Technology Center ]:-
บริษัท ไบโอ-อโกร ไทย จำกัด
สำนักงานเลขที่ 53/10 หมู่ที่ 1 ตำบลจันทนิมิตอำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี 22000
E-mail : bio-thai@hotmail.com Tel : 039-325403, 01-8125424, 01-8656527

Best view in Internet Explorer 5.x or Higher. Size 800x600 Pixel.