ดึงใบอ่อน |
|
ทางดิน
|
ปุ๋ยตราดาวนก สูตร ดรากอน-กรีน(แทนเคมีสูตร
15-15-15 ) 3-5 กก.ต่อต้น |
|
ทางใบ
|
ต้องดึงใบอ่อนให้ออก 2 ชุด ในแต่ละชุดให้พ่นสูตรต่อไปนี้
2-3 ครั้ง
ดึงชุดที่ 1 ไฮยีสต์ 250 ซีซี + ไฮแบค
200 ซีซี + พืชละออ 100 ซีซี
ดึงชุดที่ 2 ไฮยีสต์ 250 ซีซี + พืชละออ
100 ซีซี. เขียวสด 200 ซีซี เร่งใบแก่ |
เตรียมต้นก่อนดึงดอก
1 เดือน |
|
ทางดิน
|
ปุ๋ยตราดาวนก สูตร
ดรากอน-โกลด์ ( แทนเคมีสูตร 8-24-24 ) 3-5
กก.ต่อต้น |
|
ทางใบ
|
หากช่วงนี้มีการแตกใบอ่อน ก็เร่งใบแก่
ด้วย เขียวสด 250 ซีซี ผสมน้ำ 200 ลิตร
หลังจากนั้น ปล่อยต้นอดน้ำ นานครึ่งเดือน (ไม่ให้น้ำ) จึงพ่นดึงดอกได้ |
ยืดช่อดอก หากหลังติดดอกแล้วช่อไม่ยืด ให้พ่นทุก 7 วัน ติดต่อกัน
2 ครั้ง(พ่นช่อดอก) |
|
ทางใบ
|
ขยายผล 300 ซีซี + ชุดดึงดอก + พืชละออ
100 ซีซี |
ดึงดอก
เปิดตาดอก กระตุ้นการออกดอก พร้อมยืดช่อ หลังปล่อยต้นอดน้ำ
มาได้ 15 วัน |
| |
ดูสภาพอากาศ และ ใบเพสลาดดีหรือยัง
หากต้นพร้อม พ่นดึงดอกได้ |
|
ทางใบ
|
ชุดดึงดอก ผสมน้ำ 200 ลิตร (พ่นครั้งที่
1 อีก 7 วันพ่นซ้ำครั้งที่ 2)
อีก 2 วัน ให้โชยน้ำไปจนกว่าจะเริ่มแทงช่อดอก เมื่อเห็นดอกชัดเจนค่ออัดน้ำ |
|
หมายเหตุ,
สูตรนี้เน้นต้นสมบูรณ์ หากจะนำเทคนิคนี้ไปใช้กับยาดึงดอกอื่นๆ
มักไม่ค่อยสำเร็จ
|
ดอกบาน 25-30% ผสมเกสรตัวผู้ตามปกติโดยพ่นสาร
หรือ ฮอร์โมน ก็ได้ |
พลิกลูก |
พลิกลูกเงาะ ปุ๋ยยูเรีย 3 ขีด + ขยายผล 200 ซีซี + พืชละออ
100 ซีซี |
ขี้ครอก
|
แก้ไขไม่ได้ ทำได้อย่างเดียว คือ " ส่งลูก " ป้องกันโดยพ่น
"ไฮแบค" กันเชื้อรา ก่อนและหลังดอกบาน ถ้าดอกมีเชื้อรา
จะผสมติดไม่สมบูรณ์ ทำให้เป็นขี้ครอก |
ช่วงดอกบานเต็มที่ พัฒนาดอกเป็นผลอ่อน พ่นอาหารเสริมลดการหลุดร่วง |
|
ทางใบ
|
ขยายผล 300 ซีซี +ไฮแบค 200 ซีซี +
พืชละออ100 ซีซี + ยาฆ่าเพลี้ยไฟ |
ติดผลอ่อน ขยายขนาดผล ปรับโครงสร้างผล ( พ่นทุก 7 วันครั้ง
) + ยาฆ่าเพลี้ยไฟ |
|
ทางดิน
|
ดรากอน-โกล์ด (ถุงชมพู) 3-5 กก./ต้น |
|
ทางใบ
|
ขยายผล 300 ซีซี + ไฮแบค 200 ซีซี +
เขียวสด 200 ซีซี + พืชละออ 100 ซีซี + ยาฆ่าเพลี้ยไฟ |
สร้างเนื้อ เร่งแก่ เร่งสี เพิ่มน้ำหนัก ป้องกันผลแกน
เปลือกปริแตก ยางไหล |
|
ทางใบ
|
ขยายผล 300 ซีซี + ไฮแบค 200 ซีซี +
เขียวสด 200 ซีซี + พืชละออ 100 ซีซี |
ก่อนเก็บผล 1 เดือน |
|
ทางใบ
|
ให้ผสม ไฮสวีท 250-300 ซีซี ลงไปด้วยเพื่อปรับคุณภาพผล
ให้มีรสชาติดี |
ฟื้นต้น ล้างสารตกค้างใต้ดิน สำหรับไม้ผลทุกชนิด |
|
ราดดิน
|
ไฮยีสต์ + ไฮแบค อย่างละ 500 ซีซี.
|
|
ทางใบ
|
ไฮยีสต์ 300 ซีซี + ไฮแบค 500 ซีซี
|
|
ปุ๋ยทางดิน
|
สูตรดรากอน-กรีน(ถุงเขียว) 3-5 กก.ต่อต้น
ใส่หลังเก็บขาย |
5. โรคผลเน่า
เกิดจากเชื้อราหลายชนิด มักเป็นในช่วงที่มีฝน จะพบอาการของดรคตั้งแต่ระยะผลอ่อนที่มีขนสีเขียว
ยังไม่มีเนื้อ เรื่อยไปจนถึงระยะมีเนื้อใกล้สุก แผลจะเป็นรอยช้ำสีน้ำตาล
และเน่า ลุกลามขยายใหญ่ขึ้นต่อมาจะเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลเข้มจนถึงดำ
ทำให้ผลร่วง
การป้องกันกำจัด ให้ฉีดพ่นด้วยแคปตาโฟล แมนโคเซบ และควรหยุดการฉีดพ่นก่อนเก็บผล
๑๕ วัน ส่วนโรคผลเน่า ที่เกิดขึ้นหลังจากการเก็บเกี่ยวพบมากในเงาะที่ได้รับการฉีดพ่นสารเคมี
ป้องกันกำจัดเชื้อราก่อนการเก็บเกี่ยวไม่ถูกต้องเชื้อราที่อยู่บนผิวและขั้ว
ผลจะเข้าทำลายทางรอยแผลที่เกิดจากการเก็บเกี่ยว เช่น ทางรอยตัดขั้วผล
ทางผิวผลที่ชอกช้ำจากการเก็บเกี่ยวที่ไม่ถูกวิธี ผลหล่นกระแทกพื้น
ตลอดจนผลเงาะที่ถูกบรรจุอัดแน่นเกินไปทำให้บางผลแตกเกิดอาการ เน่า
มีกลิ่นหมัก บูดเปรี้ยว และลุกลามไปยังผลอื่น ๆ อย่างรวดเร็ว
6.หนอนคืบกินไป
เป็นหนอนของผีเสื้อกลางคืนชนิดหนึ่ง หนอนที่ฟักตัวออกมาใหม่ ๆ จะมีสีเขียวอ่อนและมีแถบสีน้ำตาลข้างลำต้น
เมื่อโตขึ้นจะมีสีต่าง ๆ เช่น สีน้ำตาล เขียวอ่อน หรือเหลืองปนน้ำตาล
มีขนาดโตเต็มที่ประมาณ ๓-๔ เซนติเมตร เคลื่อนไหวได้เร็วมาก พบมากในระยะที่เงาะแตกใบอ่อน
ตัวหนอนเมื่อเริ่มออกจากไข่จะกินใบอ่อนทั้งยอดอ่อน เมื่อโตขึ้นจะกินทั้งใบอ่อนและใบเพสลาด
รวมทั้งใบแก่หมดทั้งใบ การทำลายเร็วมาก หนอนเพียง ๔๐-๕๐ ตัวต่อต้น
ใช้เวลาเพียง ๒-๓ วัน ใบเงาะจะหมดต้น ส่วนผีเสื้อตัวเต็มวัยจะหลบอาศัยอยู่ตามวัชพืชที่ขึ้นอยู่ในสวน
การป้องกันกำจัด ในระยะที่เงาะแตกใบอ่อนควรฉีดพ่นด้วยสารเคมี จำพวกคาร์บาริล
ถ้าหากพบหนอนระบาดมากและหนอนมีขนาดโตแล้ว ควรพ่นด้วยโมโนโครโตฟอส
7. หนอนร่านกินใบ
จะระบาดในฤดูแล้ง ทำความเสียหายกับเงาะไม่มากนัก มีบางปีเท่านั้นระบาดหนัก
โดยกัดกินใบเงาะที่แก่แล้ว ทำให้เงาะชะงักการเจริญเติบโต และถ้าเป็นระยะที่เงาะกำลัง
ออกดอกความเสียหายจะเกิดขึ้นมากที่สุด เงาะจะไม่ติดลูกเลย
การป้องกันกำจัด ในระยะที่หนอนยังเล็กจะอาศัยอยู่รวมกันและกัดแทะผิวใบทำให้
เงาะแห้ง เมื่อพบใบเงาะแห้งหรือมีรอยทำลายให้ตรวจดู ถ้าพบหนอนก็นำใบเงาะไปเผาทำลายเสีย
และเมื่อพบหนอน ระบาดมาก ควรพ่นด้วยคาร์บาริลให้ทั่ว
8. หนอนกินช่อเงาะ
หนอนกินช่อเงาะมีหลายประเภท เช่น หนอนกระทู้ดอกเงาะจะกินดอกเงาะจนหมดเป็นช่อ
ๆ โดยสร้างทางไปตากิ่งหรือช่อดอกโดยใช้มูลของหนอนและใย ตัวหนอนกินไปถึงไหนจะสร้างทางไปถึงนั่นโดยตัวหนอนจะ
ไม่ออกจากทางที่สร้างไว้แต่สามารถมองเห็นได้ง่ายเมื่อหนอน โตเต็มที่จะออกมากจากทางแล้วจะสร้างรังใหม่ด้วยมูลเป็นก้อน
กลมแข็งติดอยู่ตามช่อดอกหรือตามกิ่ง เพื่อเข้าดักแด้อยู่ภายในหนอนอีกชนิดหนึ่งคือ
หนอนรังจะทำลาย ดอกเงาะโดยชักเอาช่อดอกเงาะมารวมกันเป็นกลุ่มหลวม
ๆ แล้วตัวหนอนจะกัดกินดอกเงาะหุ้มหลวม ๆ อยู่ตามช่อดอก หนอนทั้งสองชนิดจะกินดอกเงาะจนหมดเป็นช่อ
ๆ เหลือแต่ก้าน
การป้องกันกำจัด หมั่นตรวจดูตามช่อดอกเมื่อพบทางสีน้ำตาลให้แกะดูแล้วจับ
ตัวหนอนทำลาย ถ้าหากมีหนอนระบาดมากๆ ให้พ่นด้วย โมโนโครโตฟอส หรือเมธามิโดฟอสให้ทั่ว
ยกเว้นช่วงดอกบาน
9. หนอนเจาะขั้วผลเงาะ
หรือที่เกษตรกรเรียกกันว่าเงาะลงหัวจะไม่สามารถสังเกตการ ทำลายได้จากภายนอก
แต่เมื่อปอกเปลือกออกจะพบหนอนกัดกินอยู่ที่ขั้ว พบมากในเงาะสีชมพู
จะเริ่มทำลายเมื่อเงาะเริ่มเปลี่ยนสีและฝนตกชุก พบมากบริเวณทรงพุ่มที่เงาะติดกันหรือช่อเงาะที่อยู่ในที่ร่ม
คาดคะเนว่าเกิดขึ้นโดยผีเสื้อตัวเมียวางไข่ไว้ใกล้ขั้งเงาะแล้ว ตัวหนอนเจาะเข้าไปเจริญเติบโตในผล
แต่ชื่อประวัติของหนอนตัวนี้ยังไม่มีการศึกษาโดยละเอียด
การป้องกันกำจัด ในบริเวณที่มีการระบาด เมื่อเงาะเริ่มแก่ควรพ่นด้วยคาร์บาริลทุก
๗ วัน และหยุดพ่นสารก่อนเก็บผลอย่างน้อย ๑๐ และให้เก็บผลที่ร่วงหล่นนำไปฝังหรือเผาไฟเพื่อป้อง
กันการระบาดในฤดูต่อไป
10. เพลี้ยไฟเงาะ
ระบาดรุนแรงในช่วงอากาศร้อนและแห้ง ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากดอก
ทำให้ดอกแห้งและร่วง ส่วนผลอ่อนที่ถูกทำลายที่ขนจะเป็นรอยตกสะเก็ดแห้งสีน้ำตาล
ปลายขนม้วนหงิกงอและแห้ง
การป้องกันกำจัด ในระยะเงาะแตกช่อดอกควรสำรวจปริมาณเพลี้ยไฟอย่างสม่ำเสมอ
โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศร้อนอบอ้าวและฝนไม่ตกโดยการสุ่มเคาะช่อ ดอกบนกระดาษแข็งสีขาว
ถ้าพบเพลี้ยไฟ ๒-๓ ตัวต่อช่อ ควรพ่นสารฆ่าแมลงทันที เช่น ไซฮาโลธิน
แอล ฟอร์มีทาเนท และโปรไธโอฟอส และงดการพ่นในช่วงดอกบาน
อาการผิดปกติของเงาะที่มีผลต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตนั้น
นอกจากจะเกิดจากการทำลายของโรคและแมลงตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นจากสาเหตุอื่น
ๆ ที่บางครั้งมีผู้เข้าใจผิดคิดว่าเกิดจากโรคและแมลงแล้วทำการ ฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดโรคแมลง
ซึ่งเป็นการสิ้นเปลื้องที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ เลยอาการผิดปกติเหล่านี้ได้แก่
เงาะขี้ครอก ขอบใบแห้ง ช่อดอกแห้ง
11. เงาะขี้ครอก
อาการที่เกิดขึ้น คือผลเงาะไม่เจริญเติบโต มีขนาดเล็กเท่าปลายนิ้วก้อย
หรือเจริญเติบโตได้แต่ลีบแบนไม่สมบูรณ์ โดยจะเป็นทั้งช่อหรือบางส่วนของช่อ
เมื่อถึงกำหนดมาจากดอกเงาะไม่ได้รับการผสมเกสรซึ่งตามธรรมชาติ ต้นเงาะมี
๒ ประเภท คือ เงาะตัวผู้จะให้แต่ดอกตัวผู้ล้วน ๆ ซึ่งจะมีเกสรตัวผู้ที่แข็งแรงมาก
ไม่มีเกสรตัวเมีย จึงมีแต่ดอกไม่ให้ผล ส่วนอีกประเภทหนึ่ง คือ เงาะกระเทย
มีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียซึ่งเป็นต้นเงาะที่ปลูกทั่วไปในปัจจุบัน
เงาะกระเทยมีเกสรตัวเมียประกอบด้วยรังไข่ ๒ อัน เมื่อได้รับการผสมเกสรแล้ว
ปกติรังไข่จะเจริญเพียงอันเดียว ส่วนเกสรตัวผู้ไม่แข็งแรง ดังนั้นการเลือกปลูกแต่ต้นกระเทยเพียงอย่างเดียวแล้วปล่อยให้มีการ
ผสมเกสรกันเองตามธรรมชาติ การผสมเกสรจะเกิดไม่ทั่วถึงทำให้เกิดอาการเงาะขี้ครอกได้
การแก้ไขโดยการช่วยผสมเกสรทำได้หลายวิธีเช่น
1. ใช่ช่อดอกตัวผู้ต้นตัวผู้ที่กำลังบานเต็มที่มาแขวนไว้ที่ต้นเงาะที่ต้องการผสมเกสร
และมีดอกบานเต็มที่แล้ว แขวนเป็นจุด ๆ ต้นละ ๓-๔ จุด เกสรตัวผู้จะปลิวไปตามลม
และจะมีแมลงเช่นผึ้งช่วยผสมเกสร
2. ปลูกต้นตัวผู้แซมในสวนเงาะเป็นจุด ๆ
3. น้ำตาลจากต้นตัวผู้มาติดตาไว้บนต้นกระเทยบางกิ่ง
4. ใช้สารควบคุมการเจริญเติบโตหรือที่นิยมเรียกกันทั่วไปว่าฮอร์โมพืช
เป็นวิธีที่ที่นิยมกันในปัจจุบัน ให้ใช้ฮอร์โมนเอ็น เอ เอ ๑-๑.๕
ซีซี ต่อน้ำ ๑ ลิตร ฉีดพ่นเมื่อดอกบานภายในช่อประมาณ ๒๕-๓๐%ให้ฉีดพ่นช่อดอกเป็นจุด
ๆ ประมาณ ๔-๕ จุด กระจายทั่วต้น หรือจะพ่นเป็นทางยาวพาดผ่านต้น ซึ่งฮอร์โมนเอ็น
เอ เอ จะช่วยให้ดอกกระเทยมีเกสรตัวผู้ที่แข็งแรง แต่รังไข่จะไม่ทำงาน
ฉะนั้นเมื่อดอกบานแล้วก็จะร่วงหล่นไปไม่ติดผล แต่อย่างไรก็ตาม ในทุกวิธีนั้นถ้าจะให้ผลดีมากยิ่งขึ้นการเลี้ยงผึ้งหรือปล่อยผึ้งให้ช่วยผสมเกสร
ในช่วงดอกบานจะทำให้การผสมเกสรเป็นไปอย่างสมบูรณ์มากขึ้น แต่ข้อควรระวังคือ
ต้องงดการฉีดพ่นสารเคมีกำจัดแมลงในช่วงการ ปล่อยให้ผึ้งช่วยผสมเกสร
12. ขอบใบแห้งหรือปลายใบแห้ง
จะพบอาหารที่ปลายใบหรือขอบใบของเงาะแห้ง มีสีน้ำตาลถ้าเป็นมาก ๆ
ใบจะแห้งและม้วนงอ เกิดจากสาเหตุหลายประการ เช่น
a. ในช่วงแล้ง ความชื้นในอากาศมีน้อย เงาะได้รับน้ำไม่เพียงพอป้องกัน
และแก้ไขได้โดยการรดน้ำให้ดินชุ่มชื้นอยู่เสมอ
b. ระบบรากถูกทำลายหรือถูกรบกวนโดยแมลงบาปงระเภท แก้ไขได้โดยการใช้สารเคมีพวกไดเมทโธเอท
หรือคลอไพริฟอส ฉีดพ่น
c. การถูกทำลายด้วยสารเคมี เช่น ใส่ปุ๋ยเคมีมากเกินไป ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชไม่ถูกวิธี
เช่น ใช้ความเข้มข้นสูงเกินไป ฉีดพ่นในเวลาที่ไม่เหมาะสม หรือใบอาจ
จะถูกยากำจัดวัชพืชทำให้ปลายใบหรือขอบใบไหม้
14. ช่อดอกแห้ง
เกิดจากสภาพอากาศแห้งแล้ง ซึ่งดอกเงาะในรุ่นแรกจะแห้ง การติดผลน้อยมาก
แต่ถ้าหากช่อดอกยัง มีความแข็งแรงและได้รับความชุ่มชื้นเพียงพอก็สามารถแทงช่อดอก
ต่อจากเดิมได้อีก ซึ่งเรียกว่า ช่อดอกหางแลนหรือหางแย้ และสาเหตุที่ทำให้ดอกร่วง
ช่อดอกแห้งคือเพลี้ยไฟ