เงาะ
11    
 
พันธุ์
       พันธุ์เงาะที่ปลูกในประเทศมีหลายพันธุ์ แต่พันธุ์ที่ปลูกเป็นการค้าในปัจจุบันได้แก่ พันธุ์โรงเรียน และพันธุ์สีชมพู ซึ่งเงาะทั้งสองพันธุ์นี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย สรุปได้ดังนี้
1. เงาะโรงเรียน   เป็นเงาะที่มีคุณภาพดี เป็นที่ต้องการของตลาด ราคาสูงกว่าเงาะพันธุ์สีชมพู มีผิวสีแดงเข้ม โคนขนมีสีแดง ปลายขนสีเขียว เนื้อหนาแห้ง และล่อนออกจากเมล็ดได้ง่าย เป็นพันธุ์ที่ตอบสนองต่อปุ๋ยได้ดีแต่มีข้อเสียคือ อ่อนแอต่อการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศ ในกรณีที่ขาด น้ำในช่วงของผลอ่อน ผลจะแตกหรือร่วงหลนเสียหายได้ มากกว่าเงาะพันธุ์สีชมพู
2. พันธุ์สีชมพู  เป็นพันธุ์ที่ปลูกง่าย มีการเจริญเติบโตดี ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพฟ้า อากาศ ให้ผลดก มีผิวและขนเป็นสีชมพูสด เนื้อหนา ฉ่ำน้ำ ให้ผลดก แต่มีข้อเสียคือ บอบช้ำง่าย ไม่ทนทานต่อการขนส่งรวมทั้งไม่เป็นต้องการของตลาดบาง แห่งจึงทำให้เงาะพันธุ์สีชมพูมีราคาค่อนข้างต่ำการตัดสินใจ เลือกปลูกเงาะพันธุ์ใดนั้นขึ้นอยู่กับความพร้อมของเกษตกร และสภาพพื้นที่โดยเฉพาะในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับแหล่งน้ำ และตลาดเป็นสำคัญ
การขยายพันธุ์
       การขยายพันธุ์เงาะทำได้หลายวิธี การเพาะเมล็ด การตอนการทราบกิ่ง และการติดตา แต่ปัจจุบันนิยมขยายพันธุ์โดยการติดตา ซึ่งถ้ามีการปฏิบัติดูแลรักษาหลังจากปลูกเป็นอย่างดี เงาะจะเริ่มให้ผลเมื่อมีอายุประมาณ ๓-๔ ปี
การปลูก
การเตรียมพื้นที่ปลูก   ควรเตรียมพื้นที่ปลูกในฤดูแล้งเพราะสามารถทำงานได้สะดวก และสามารถปลูกได้ทันทีตั้งแต่ต้นฤดูฝน ไถกำจัดวัชพืช ตลอดจนตอไม้และไม้ยืนต้นอื่น ๆ ออกให้หมดไถพรวน ปรับสภาพพื้นที่ให้เรียบ
ระยะปลูก  เนื่องจากเงาะเป็นไม้ผลที่มีทรงพุ่มกว้างและออกดอกที่ปลายทรงพุ่ม จึงจำเป็นต้องปลูกเงาะเจริญเติบโตแบะให้ผลผลิตได้อย่างเต็มที่ และเพื่อความสะดวกในการปฎิบัติฝานในสวน ระยะปลูกที่เหมาะสมอยู่ในช่วง ๘-๑๐ x ๘-๑๐ เมตร ในพื้นที่ ๑ ไร่ จะปลูกเงาะได้ประมาณ ๑๖-๒๐ ต้น และเพื่อเป็นการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้เกิดรายได้ในช่วงเงาะยังไม่ให้ผลผลิตก็ควรจะปลูกพืช แซมประเภทพืชผักหรือไม้ผลประเภทกล้วย มะละกอ แซมในระหว่างแถวเงาะ
การเตรียมหลุมปลูก  หลุมที่ปลูกเงาะควรมีขนาดใหญ่น้อยกว่า ๕๐x๕๐x๕๐ เซนติเมตร ถ้าเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ หลุมปลูกควรมีขนาดประมาณ ๑x๑x๑ เมตร ดินที่ขุดขึ้นมาให้ใช้ปุ๋ยหินฟอสเฟต ประมาณ ๒ กระป๋องนมและปุ๋ยคอกแห้งประมาณ ๑ บุ้งกี๋ คลุกเคล้ากับดินปลูกให้ทั่วแล้วกลบลงไปในหลุม ให้ระดับสูงกกว่าเดิมประมาณ ๒๐ - ๒๕ เซนติเมตร
วิธีปลูก  คุ้ยดินที่เตรียมไว้ให้เป็นหลุมเล็ก ๆ วางกิ่งพันธุ์ที่นำออกมาจากภาชนะลงตรงกลางหลุม แล้วกลบดิน ให้สูงกว่าระดับดินเดิมไม่เกิน ๑ นิ้ว ระวังอย่าให้สูงถึงรอยแผลที่ติดตา จากนั้นใช้ไม้เป็นหลักผูกยึด กิ่งพันธุ์ดีไว้กับหลักเพื่อป้องกันต้นล้ม และจะต้องรดน้ำตามทันทีเพื่อช่วยให้เม็ดดินกระชับรากและใช้ทาง มะพร้าวช่วยพรางแสงแดดให้กับต้นเงาะทางทิศตะวันออก/ตะวันตก จนกว่าเงาะจะตั้งตัวได้
การดูแลรักษา
การให้น้ำ   เงาะที่เริ่มปลูกจะต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอจนกว่าเงาะจะตั้งตัวได้ปริมาณ และความถี่ของการให้น้ำขึ้นกับชนิดของดิน และปริมาณน้ำฝนเป็นหลัก ปกติแล้วควรให้ ๗-๑๐ วัน / ครั้ง เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งควรหาหญ้าแห้งหรือฟางแห้งคลุมบริเวณโคนต้นเพื่อ รักษาความชื้นในดิน
ส่วนเงาะที่ให้ผลแล้วนั้น ในระยะใกล้จะออกดอกจะมีการบังคับน้ำโดยให้น้ำปริมาณที่น้อยมาก เพื่อป้องกันการแตกใบอ่อนและเมื่อเงาะแทงช่อดอกออกมาให้สังเกตว่า มีใบอ่อนแซมซ่อมดอกออกามากหรือน้อย ถ้ามีใบอ่อนแซมซ่อมดอกมากก็งดการให้น้ำสักระยะจนใบอ่อนที่แซม มานั้นร่วงจนหมดจึงค่อยเริ่มให้น้ำ เพื่อให้ตาดอกเจริญต่อไป โดยจะให้ประมาณ ๑ ใน ๓ ของการ ให้น้ำตามปกติ และเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อดอกเริ่มปานและติดผล ในช่วงการเจริญเติบโตของผลจะ ต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เพราะถ้าเงาะได้รับน้ำน้อยเกินไป ผลจะเล็กผลลีบและมีเปลือกหนา และในช่วงที่ใกล้จะเก็บเกี่ยวถ้าฝนทิ้งช่วงต้องมีการดูลให้ต้น เงาะได้น้ำอย่างสม่เสมอ เพราะถ้าเงาะขนาดน้ำแล้วเกิดมีฝนตกลงมา ผลเงาะจะได้รับ น้ำอย่างกระทันหัน จะทำให้ผลแตกเสียหายได้
การใส่ปุ๋ย
ดึงใบอ่อน
ทางดิน
ปุ๋ยตราดาวนก สูตร ดรากอน-กรีน(แทนเคมีสูตร 15-15-15 ) 3-5 กก.ต่อต้น
ทางใบ
ต้องดึงใบอ่อนให้ออก 2 ชุด ในแต่ละชุดให้พ่นสูตรต่อไปนี้ 2-3 ครั้ง
ดึงชุดที่ 1   ไฮยีสต์ 250 ซีซี  + ไฮแบค 200 ซีซี + พืชละออ 100 ซีซี
ดึงชุดที่ 2   ไฮยีสต์ 250 ซีซี  + พืชละออ 100 ซีซี. เขียวสด 200 ซีซี เร่งใบแก่
 เตรียมต้นก่อนดึงดอก 1 เดือน
ทางดิน 
ปุ๋ยตราดาวนก  สูตร ดรากอน-โกลด์  ( แทนเคมีสูตร 8-24-24 )  3-5 กก.ต่อต้น
ทางใบ 
หากช่วงนี้มีการแตกใบอ่อน ก็เร่งใบแก่ ด้วย เขียวสด 250 ซีซี ผสมน้ำ 200 ลิตร
หลังจากนั้น ปล่อยต้นอดน้ำ นานครึ่งเดือน (ไม่ให้น้ำ) จึงพ่นดึงดอกได้
ยืดช่อดอก หากหลังติดดอกแล้วช่อไม่ยืด ให้พ่นทุก 7 วัน ติดต่อกัน 2 ครั้ง(พ่นช่อดอก)
ทางใบ
ขยายผล 300 ซีซี + ชุดดึงดอก + พืชละออ 100 ซีซี
 ดึงดอก เปิดตาดอก กระตุ้นการออกดอก พร้อมยืดช่อ  หลังปล่อยต้นอดน้ำ มาได้ 15 วัน
  ดูสภาพอากาศ และ ใบเพสลาดดีหรือยัง หากต้นพร้อม พ่นดึงดอกได้
ทางใบ 
ชุดดึงดอก ผสมน้ำ 200 ลิตร (พ่นครั้งที่ 1 อีก 7 วันพ่นซ้ำครั้งที่ 2)
อีก 2 วัน ให้โชยน้ำไปจนกว่าจะเริ่มแทงช่อดอก เมื่อเห็นดอกชัดเจนค่ออัดน้ำ
หมายเหตุ, สูตรนี้เน้นต้นสมบูรณ์ หากจะนำเทคนิคนี้ไปใช้กับยาดึงดอกอื่นๆ  มักไม่ค่อยสำเร็จ
ดอกบาน 25-30%     ผสมเกสรตัวผู้ตามปกติโดยพ่นสาร หรือ ฮอร์โมน ก็ได้
พลิกลูก พลิกลูกเงาะ ปุ๋ยยูเรีย 3 ขีด + ขยายผล 200 ซีซี + พืชละออ 100 ซีซี
ขี้ครอก
แก้ไขไม่ได้ ทำได้อย่างเดียว คือ " ส่งลูก " ป้องกันโดยพ่น "ไฮแบค" กันเชื้อรา ก่อนและหลังดอกบาน ถ้าดอกมีเชื้อรา จะผสมติดไม่สมบูรณ์ ทำให้เป็นขี้ครอก
ช่วงดอกบานเต็มที่ พัฒนาดอกเป็นผลอ่อน พ่นอาหารเสริมลดการหลุดร่วง
ทางใบ  
ขยายผล 300 ซีซี +ไฮแบค 200 ซีซี + พืชละออ100 ซีซี + ยาฆ่าเพลี้ยไฟ
ติดผลอ่อน ขยายขนาดผล ปรับโครงสร้างผล ( พ่นทุก 7 วันครั้ง ) + ยาฆ่าเพลี้ยไฟ
ทางดิน
ดรากอน-โกล์ด (ถุงชมพู) 3-5 กก./ต้น
ทางใบ
ขยายผล 300 ซีซี + ไฮแบค 200 ซีซี + เขียวสด 200 ซีซี + พืชละออ 100 ซีซี + ยาฆ่าเพลี้ยไฟ
สร้างเนื้อ เร่งแก่ เร่งสี เพิ่มน้ำหนัก ป้องกันผลแกน เปลือกปริแตก ยางไหล
ทางใบ
ขยายผล 300 ซีซี + ไฮแบค 200 ซีซี + เขียวสด 200 ซีซี + พืชละออ 100 ซีซี
ก่อนเก็บผล 1 เดือน
ทางใบ
ให้ผสม ไฮสวีท 250-300 ซีซี ลงไปด้วยเพื่อปรับคุณภาพผล ให้มีรสชาติดี
ฟื้นต้น ล้างสารตกค้างใต้ดิน สำหรับไม้ผลทุกชนิด
ราดดิน  
ไฮยีสต์ + ไฮแบค อย่างละ 500 ซีซี.
ทางใบ   
ไฮยีสต์ 300 ซีซี + ไฮแบค 500 ซีซี
ปุ๋ยทางดิน
สูตรดรากอน-กรีน(ถุงเขียว) 3-5 กก.ต่อต้น ใส่หลังเก็บขาย
การใส่ปุ๋ย
      การใส่ปุ๋ยบำรุงต้น  มังคุดที่ยังไม่ไห้ผล อายุ 1-2 ปี ให้ใส่ปุ๋ย 1 กำมือ และเพิ่มขึ้นประมาณ 2 กำมือ/ต้น ให้ใส่ปุ๋ยหลังตัดแต่งกิ่ง และกำจัดวัชพืชแล้ว (ช่วงต้นและปลายฤดูฝน) การใส่ปุ๋ยมังคุดที่ให้ผลแล้ว ปริมาณการใส่ปุ๋ยให้พิจารณาจากอายุต้น ความอุดมสมบูรณ์ของต้น ชนิดของดิน และปริมาณผลผลิตที่เก็บเกี่ยวในฤดูที่ผ่านมา โดยจะให้ใน 3 ช่วง ดังนี้
      การใส่ปุ๋ยหลังเก็บผลเสร็จแล้ว    จะต้องรีบตัดแต่งกิ่ง และกำจัดวัชพืชโดยเร็ว และให้ใส่ปุ๋ยตราดาวนก สูตร ดรากอน-กรีน(ถุงเขียว) แทนปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15, 16-16-16 ต้นละ 3-5 กิโลกรัม หว่านรอบทรงพุ่ม
       มังคุดจะเริ่มแตกใบอ่อน ในสภาพธรรมชาตินั้นมังคุดจะแตกใบไม่พร้อมกัน ทำให้การดูแล ยากขึ้น ไม่เป็นระบบตามช่วงอายุ เพราะใน 1 ต้น มีหลายรุ่น ส่งผลถึงการติดดอกออกผลด้วย  และควรตรวจเรื่องโรคแมลง และทำการป้องกันกำจัด เพื่อให้ใบอ่อนของมังคุดเป็นใบแก่ที่สมบูรณ์ต่อไป ตามปกติมังคุดจะแตกใบอ่อน 1-2 ครั้ง ก่อนที่จะเข้าสู่ระยะพักตัวเพื่อออกดอก ในรอบต่อไป นอกเสียจากว่ามีความผิดพลาดในเรื่องของการพ่นยา อาหารเสริม และสภาวะอากาศไม่เหมาะสม
       การใส่ปุ๋ยก่อนการออกดอก  เมื่อฝน เริ่มทิ้งช่วง ให้ใส่ปุ๋ยเพื่อสะสมอาหาร เตรียมต้นในการออกดอกหรือที่เรียกว่าปุ๋ยเร่งดอก ปุ๋ยดาวนก สูตร ดรากอน-โกลด์ (ถุงชมพู) หรือปุ๋ยที่มีธาตุฟอสฟอรัสสูง สุตร 8-24-24, 9-24-24 ประมาณ 3-5 กิโลกรัม/ต้น
       การใส่ปุ๋ยเมื่อติดผลแล้ว   หลังดอกบาน และเริ่มติดผลเล็กๆ จะต้องให้ปุ๋ยสูตร ดรากอน-โกลด์ (ถุงชมพู) แทนเคมีสูตร 8-24-24 ซึ๋งการใส่ปุ๋ยสูตรนี้จะดีกว่า สูตร 15-15-15 เพื่อช่วยในการ เจริญเติบโตของผล  และเมื่อผลมังคุดมีอายุ 4-5 สัปดาห์หลังดอกบาน ให้ใส่ปุ๋ยดาวนก สูตร ดรากอน-โกล์ดอีกครั้ง เพื่อเป็นการบำรุงเนื้อและผลให้มีคุณภาพดีขึ้น
        ในกรณีที่ต้นมังคุดขาดความสมบูรณ์ สังเกตจาก " ใบเล็ก เส้นของใบไม่เขียวเป็นมันสด หรือติดผลดก ควรให้ปุ๋ยทางใบเสริม โดยฉีดพ่นในช่วงสัปดาห์ที่ 4-8 หลังดอกบาน โดยใช้ ขยายผล + ไฮแบค + เขียวสด เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่ผลมังคุดมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วต้องการอาหารมากการเสริมปุ๋ยทางใบจะช่วยเพิ่มขนาดของผลมังคุดให้ใหญ่ขึ้น
การตัดแต่งกิ่ง
โรค-แมลง
     โรคแมลงที่สำคัญ ได้แก่ โรครา แห้ง โรคจุดสนิม โรคผลเน่า หนอนกินใบ หนอนกินดอก หนอนเจาะขั้วผล เพลี้ยไฟ และเพลี้ยแป้ง
1. โรคราแป้ง
     เกิดจากเชื้อรา ระบาดมากในช่วงที่เงาะออกดอกติดผล อาการรุนแรงจะเกิดดอกและ ผลอ่อนขนาดเท่าหัวไม้ขีด จะมีผงสีขาว ๆ คล้ายแป้งเกาะอยู่ทำให้ดอกและผลอ่อนร่วง ถ้าเป็นกับผลที่โตขึ้น อาจทำให้ผลร่วงหรือถ้าไม่ร่วงก็เจริญเติบโตได้แต่เชื้อราจะเข้าทำลายตามซอกขน ปลายขนทำให้เป็นเงาะขนกุด ขนเกรียน ผิวกร้าน นอกจากนั้นแล้วเชื้อรา ยังเข้าทำลายใบอ่อนที่อยู่ตามกิ่งในทรงพุ่มหรือต้นกล้าอ่อน ซึ่งเป็นแหล่งสะสมโรคเพื่อการระบาดในระยะดอกและผลในปีถัดไป
การป้องกันกำจัด ในช่วงที่เงาะออกดอกติดผลให้ใช้กำมะถันผงฉีดพ่นในช่วงเช้าหรือเย็น เพราะถ้าอากาศร้อนและแดดจัดจะเป็นอันตรายต่อช่อดอกและผลอ่อน ส่วนสารเคมีชนิดอื่นที่ใช้ได้ดี ได้แก่ เบนโนมิล โดโนแคป พาราโซฟอส เป็นต้น การป้องกันโรคอีกทางหนึ่งคือ เก็บเอาผลเงาะที่เป็นโรคและแห้งดำอยู่กับต้น รวมทั้งเก็บกิ่งแห้งใบแห้งที่ร่วงหล่นเผาทำลายเสีย
2. โรคจุดสนิม
โรคจุดสนิม หรือโรคจุดสาหร่าย จะพบมากเมื่อความชื้นในอากาศสูงจะพบกลุ่มของ สาหร่ายขึ้นบริเวณผิวใบ เป็นจุดสีเทาอ่อนปนเขียวขยายตัวอย่างรวดเร็ว และเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้าย สนิมเป็นขุยคล้ายกำมะหยี่ทำให้ผิวใบสกปรก ลดพื้นที่สังเคราะห์แสงของใบ ส่วนอาการรุนแรงจะเกิดที่กิ่ง พบการเข้าทำลาย ในเงาะพันธุ์โรงเรือนมากกว่าพันธุ์สีชมพู
การป้องกันกำจัดให้ฉีดพ่นด้วยคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ คูปราวิทหรือซีแนป ในกรณีที่เป็นที่กิ่งรุนแรง ให้ตัดเผาทำลายแล้วทาบริเวณ รอยแผลด้วยสารเคมีดังกล่าวข้างต้น
3. โรคราสีชมพู
เกิดจากเชื้อรา ระบาดมากในช่วงที่มีอากาศชื้น เชื้อราเข้าทำลายที่กิ่งและลำต้น จะเห็นเส้นใยของเชื้อราประสานกันเป็นดวง แผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็วจนรอบกิ่ง ใบเหลืองร่วง กิ่งแห้งภาย ในเวลาต่อมา
การป้องกันกำจัด ให้ฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราจำพวกคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ หรือ แคปแทน อย่างสม่ำเสมอในฤดูฝนในแหล่งที่มีการระบาด ส่วนกิ่งที่เป็นโรครุนแรง ให้ตัดเปาทำลายเสีย
4. โรคราดำ
เกิดจากเชื้อรา พบอาการของโรคได้ทั้งใบ กิ่ง ช่อดอก และผลความเสียหายจะเกิดที่ผล ผลเงาะที่ถูกทำลายจะมีเขม่าสีดำสกปรกขึ้นปกคลุมภายหลังที่มีการทำลาย ของแมลงปากดูดพวกเพลี้ยหอย เพลี้ยแป้งที่อาศัยดูดกินน้ำเลี้ยงอยู่ตามขั้วผลและซอกขน เขม่าดำนี้คือเชื้อ ราซึ่งขึ้นบนน้ำหวานที่แมลงเหล่านี้ขับถ่ายออกมา
การป้องกันกำจัด ฉีดพ่นด้วยสารเคมีจำพวก ไดเมทโธเอท เมทธามิโดฟอส หรือคาบาริล ในขณะที่เงาะกำลังผลิใบและช่อดอกเพื่อป้องกันแมลง และอาจใช้สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราควบคู่กันไปด้วย

5. โรคผลเน่า
เกิดจากเชื้อราหลายชนิด มักเป็นในช่วงที่มีฝน จะพบอาการของดรคตั้งแต่ระยะผลอ่อนที่มีขนสีเขียว ยังไม่มีเนื้อ เรื่อยไปจนถึงระยะมีเนื้อใกล้สุก แผลจะเป็นรอยช้ำสีน้ำตาล และเน่า ลุกลามขยายใหญ่ขึ้นต่อมาจะเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลเข้มจนถึงดำ ทำให้ผลร่วง
การป้องกันกำจัด ให้ฉีดพ่นด้วยแคปตาโฟล แมนโคเซบ และควรหยุดการฉีดพ่นก่อนเก็บผล ๑๕ วัน ส่วนโรคผลเน่า ที่เกิดขึ้นหลังจากการเก็บเกี่ยวพบมากในเงาะที่ได้รับการฉีดพ่นสารเคมี ป้องกันกำจัดเชื้อราก่อนการเก็บเกี่ยวไม่ถูกต้องเชื้อราที่อยู่บนผิวและขั้ว ผลจะเข้าทำลายทางรอยแผลที่เกิดจากการเก็บเกี่ยว เช่น ทางรอยตัดขั้วผล ทางผิวผลที่ชอกช้ำจากการเก็บเกี่ยวที่ไม่ถูกวิธี ผลหล่นกระแทกพื้น ตลอดจนผลเงาะที่ถูกบรรจุอัดแน่นเกินไปทำให้บางผลแตกเกิดอาการ เน่า มีกลิ่นหมัก บูดเปรี้ยว และลุกลามไปยังผลอื่น ๆ อย่างรวดเร็ว
6.หนอนคืบกินไป
เป็นหนอนของผีเสื้อกลางคืนชนิดหนึ่ง หนอนที่ฟักตัวออกมาใหม่ ๆ จะมีสีเขียวอ่อนและมีแถบสีน้ำตาลข้างลำต้น เมื่อโตขึ้นจะมีสีต่าง ๆ เช่น สีน้ำตาล เขียวอ่อน หรือเหลืองปนน้ำตาล มีขนาดโตเต็มที่ประมาณ ๓-๔ เซนติเมตร เคลื่อนไหวได้เร็วมาก พบมากในระยะที่เงาะแตกใบอ่อน ตัวหนอนเมื่อเริ่มออกจากไข่จะกินใบอ่อนทั้งยอดอ่อน เมื่อโตขึ้นจะกินทั้งใบอ่อนและใบเพสลาด รวมทั้งใบแก่หมดทั้งใบ การทำลายเร็วมาก หนอนเพียง ๔๐-๕๐ ตัวต่อต้น ใช้เวลาเพียง ๒-๓ วัน ใบเงาะจะหมดต้น ส่วนผีเสื้อตัวเต็มวัยจะหลบอาศัยอยู่ตามวัชพืชที่ขึ้นอยู่ในสวน
การป้องกันกำจัด ในระยะที่เงาะแตกใบอ่อนควรฉีดพ่นด้วยสารเคมี จำพวกคาร์บาริล ถ้าหากพบหนอนระบาดมากและหนอนมีขนาดโตแล้ว ควรพ่นด้วยโมโนโครโตฟอส
7. หนอนร่านกินใบ
จะระบาดในฤดูแล้ง ทำความเสียหายกับเงาะไม่มากนัก มีบางปีเท่านั้นระบาดหนัก โดยกัดกินใบเงาะที่แก่แล้ว ทำให้เงาะชะงักการเจริญเติบโต และถ้าเป็นระยะที่เงาะกำลัง ออกดอกความเสียหายจะเกิดขึ้นมากที่สุด เงาะจะไม่ติดลูกเลย
การป้องกันกำจัด ในระยะที่หนอนยังเล็กจะอาศัยอยู่รวมกันและกัดแทะผิวใบทำให้ เงาะแห้ง เมื่อพบใบเงาะแห้งหรือมีรอยทำลายให้ตรวจดู ถ้าพบหนอนก็นำใบเงาะไปเผาทำลายเสีย และเมื่อพบหนอน ระบาดมาก ควรพ่นด้วยคาร์บาริลให้ทั่ว
8. หนอนกินช่อเงาะ
หนอนกินช่อเงาะมีหลายประเภท เช่น หนอนกระทู้ดอกเงาะจะกินดอกเงาะจนหมดเป็นช่อ ๆ โดยสร้างทางไปตากิ่งหรือช่อดอกโดยใช้มูลของหนอนและใย ตัวหนอนกินไปถึงไหนจะสร้างทางไปถึงนั่นโดยตัวหนอนจะ ไม่ออกจากทางที่สร้างไว้แต่สามารถมองเห็นได้ง่ายเมื่อหนอน โตเต็มที่จะออกมากจากทางแล้วจะสร้างรังใหม่ด้วยมูลเป็นก้อน กลมแข็งติดอยู่ตามช่อดอกหรือตามกิ่ง เพื่อเข้าดักแด้อยู่ภายในหนอนอีกชนิดหนึ่งคือ หนอนรังจะทำลาย ดอกเงาะโดยชักเอาช่อดอกเงาะมารวมกันเป็นกลุ่มหลวม ๆ แล้วตัวหนอนจะกัดกินดอกเงาะหุ้มหลวม ๆ อยู่ตามช่อดอก หนอนทั้งสองชนิดจะกินดอกเงาะจนหมดเป็นช่อ ๆ เหลือแต่ก้าน
การป้องกันกำจัด หมั่นตรวจดูตามช่อดอกเมื่อพบทางสีน้ำตาลให้แกะดูแล้วจับ ตัวหนอนทำลาย ถ้าหากมีหนอนระบาดมากๆ ให้พ่นด้วย โมโนโครโตฟอส หรือเมธามิโดฟอสให้ทั่ว ยกเว้นช่วงดอกบาน
9. หนอนเจาะขั้วผลเงาะ
หรือที่เกษตรกรเรียกกันว่าเงาะลงหัวจะไม่สามารถสังเกตการ ทำลายได้จากภายนอก แต่เมื่อปอกเปลือกออกจะพบหนอนกัดกินอยู่ที่ขั้ว พบมากในเงาะสีชมพู จะเริ่มทำลายเมื่อเงาะเริ่มเปลี่ยนสีและฝนตกชุก พบมากบริเวณทรงพุ่มที่เงาะติดกันหรือช่อเงาะที่อยู่ในที่ร่ม คาดคะเนว่าเกิดขึ้นโดยผีเสื้อตัวเมียวางไข่ไว้ใกล้ขั้งเงาะแล้ว ตัวหนอนเจาะเข้าไปเจริญเติบโตในผล แต่ชื่อประวัติของหนอนตัวนี้ยังไม่มีการศึกษาโดยละเอียด
การป้องกันกำจัด ในบริเวณที่มีการระบาด เมื่อเงาะเริ่มแก่ควรพ่นด้วยคาร์บาริลทุก ๗ วัน และหยุดพ่นสารก่อนเก็บผลอย่างน้อย ๑๐ และให้เก็บผลที่ร่วงหล่นนำไปฝังหรือเผาไฟเพื่อป้อง กันการระบาดในฤดูต่อไป
10. เพลี้ยไฟเงาะ
ระบาดรุนแรงในช่วงอากาศร้อนและแห้ง ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากดอก ทำให้ดอกแห้งและร่วง ส่วนผลอ่อนที่ถูกทำลายที่ขนจะเป็นรอยตกสะเก็ดแห้งสีน้ำตาล ปลายขนม้วนหงิกงอและแห้ง
การป้องกันกำจัด ในระยะเงาะแตกช่อดอกควรสำรวจปริมาณเพลี้ยไฟอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศร้อนอบอ้าวและฝนไม่ตกโดยการสุ่มเคาะช่อ ดอกบนกระดาษแข็งสีขาว ถ้าพบเพลี้ยไฟ ๒-๓ ตัวต่อช่อ ควรพ่นสารฆ่าแมลงทันที เช่น ไซฮาโลธิน แอล ฟอร์มีทาเนท และโปรไธโอฟอส และงดการพ่นในช่วงดอกบาน
อาการผิดปกติของเงาะที่มีผลต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตนั้น นอกจากจะเกิดจากการทำลายของโรคและแมลงตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นจากสาเหตุอื่น ๆ ที่บางครั้งมีผู้เข้าใจผิดคิดว่าเกิดจากโรคและแมลงแล้วทำการ ฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดโรคแมลง ซึ่งเป็นการสิ้นเปลื้องที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ เลยอาการผิดปกติเหล่านี้ได้แก่ เงาะขี้ครอก ขอบใบแห้ง ช่อดอกแห้ง
11. เงาะขี้ครอก
อาการที่เกิดขึ้น คือผลเงาะไม่เจริญเติบโต มีขนาดเล็กเท่าปลายนิ้วก้อย หรือเจริญเติบโตได้แต่ลีบแบนไม่สมบูรณ์ โดยจะเป็นทั้งช่อหรือบางส่วนของช่อ เมื่อถึงกำหนดมาจากดอกเงาะไม่ได้รับการผสมเกสรซึ่งตามธรรมชาติ ต้นเงาะมี ๒ ประเภท คือ เงาะตัวผู้จะให้แต่ดอกตัวผู้ล้วน ๆ ซึ่งจะมีเกสรตัวผู้ที่แข็งแรงมาก ไม่มีเกสรตัวเมีย จึงมีแต่ดอกไม่ให้ผล ส่วนอีกประเภทหนึ่ง คือ เงาะกระเทย มีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียซึ่งเป็นต้นเงาะที่ปลูกทั่วไปในปัจจุบัน เงาะกระเทยมีเกสรตัวเมียประกอบด้วยรังไข่ ๒ อัน เมื่อได้รับการผสมเกสรแล้ว ปกติรังไข่จะเจริญเพียงอันเดียว ส่วนเกสรตัวผู้ไม่แข็งแรง ดังนั้นการเลือกปลูกแต่ต้นกระเทยเพียงอย่างเดียวแล้วปล่อยให้มีการ ผสมเกสรกันเองตามธรรมชาติ การผสมเกสรจะเกิดไม่ทั่วถึงทำให้เกิดอาการเงาะขี้ครอกได้
การแก้ไขโดยการช่วยผสมเกสรทำได้หลายวิธีเช่น
1. ใช่ช่อดอกตัวผู้ต้นตัวผู้ที่กำลังบานเต็มที่มาแขวนไว้ที่ต้นเงาะที่ต้องการผสมเกสร และมีดอกบานเต็มที่แล้ว แขวนเป็นจุด ๆ ต้นละ ๓-๔ จุด เกสรตัวผู้จะปลิวไปตามลม และจะมีแมลงเช่นผึ้งช่วยผสมเกสร
2. ปลูกต้นตัวผู้แซมในสวนเงาะเป็นจุด ๆ
3. น้ำตาลจากต้นตัวผู้มาติดตาไว้บนต้นกระเทยบางกิ่ง
4. ใช้สารควบคุมการเจริญเติบโตหรือที่นิยมเรียกกันทั่วไปว่าฮอร์โมพืช เป็นวิธีที่ที่นิยมกันในปัจจุบัน ให้ใช้ฮอร์โมนเอ็น เอ เอ ๑-๑.๕ ซีซี ต่อน้ำ ๑ ลิตร ฉีดพ่นเมื่อดอกบานภายในช่อประมาณ ๒๕-๓๐%ให้ฉีดพ่นช่อดอกเป็นจุด ๆ ประมาณ ๔-๕ จุด กระจายทั่วต้น หรือจะพ่นเป็นทางยาวพาดผ่านต้น ซึ่งฮอร์โมนเอ็น เอ เอ จะช่วยให้ดอกกระเทยมีเกสรตัวผู้ที่แข็งแรง แต่รังไข่จะไม่ทำงาน ฉะนั้นเมื่อดอกบานแล้วก็จะร่วงหล่นไปไม่ติดผล แต่อย่างไรก็ตาม ในทุกวิธีนั้นถ้าจะให้ผลดีมากยิ่งขึ้นการเลี้ยงผึ้งหรือปล่อยผึ้งให้ช่วยผสมเกสร ในช่วงดอกบานจะทำให้การผสมเกสรเป็นไปอย่างสมบูรณ์มากขึ้น แต่ข้อควรระวังคือ ต้องงดการฉีดพ่นสารเคมีกำจัดแมลงในช่วงการ ปล่อยให้ผึ้งช่วยผสมเกสร
12. ขอบใบแห้งหรือปลายใบแห้ง
จะพบอาหารที่ปลายใบหรือขอบใบของเงาะแห้ง มีสีน้ำตาลถ้าเป็นมาก ๆ ใบจะแห้งและม้วนงอ เกิดจากสาเหตุหลายประการ เช่น
a. ในช่วงแล้ง ความชื้นในอากาศมีน้อย เงาะได้รับน้ำไม่เพียงพอป้องกัน และแก้ไขได้โดยการรดน้ำให้ดินชุ่มชื้นอยู่เสมอ
b. ระบบรากถูกทำลายหรือถูกรบกวนโดยแมลงบาปงระเภท แก้ไขได้โดยการใช้สารเคมีพวกไดเมทโธเอท หรือคลอไพริฟอส ฉีดพ่น
c. การถูกทำลายด้วยสารเคมี เช่น ใส่ปุ๋ยเคมีมากเกินไป ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชไม่ถูกวิธี เช่น ใช้ความเข้มข้นสูงเกินไป ฉีดพ่นในเวลาที่ไม่เหมาะสม หรือใบอาจ จะถูกยากำจัดวัชพืชทำให้ปลายใบหรือขอบใบไหม้
14. ช่อดอกแห้ง
เกิดจากสภาพอากาศแห้งแล้ง ซึ่งดอกเงาะในรุ่นแรกจะแห้ง การติดผลน้อยมาก แต่ถ้าหากช่อดอกยัง มีความแข็งแรงและได้รับความชุ่มชื้นเพียงพอก็สามารถแทงช่อดอก ต่อจากเดิมได้อีก ซึ่งเรียกว่า ช่อดอกหางแลนหรือหางแย้ และสาเหตุที่ทำให้ดอกร่วง ช่อดอกแห้งคือเพลี้ยไฟ



การตัดแต่งกิ่ง
     ให้ตัดแต่งกิ่งก่อนการใส่ปุ๋ย โดยตัดกิ่งต่ำที่ระดิน กิ่งที่เป็นโรคกิ่งแห้งตายออกให้หมด รวมทั้งกิ่งที่อยู่ในทรงพุ่มที่ไม่สามารถยื่นปลายยอดดอกไปรับแสงแดดได้ เพื่อให้ทรงพุ่มโปร่ง ในเงาะที่ให้ผลแล้วหลังจากการเก็บเกี่ยว ผลผลิตแล้วให้รีบตัดแต่งกิ่งโดยเร็วจะต้องตัดก้านผลที่ยังเหลือค้างอยู่ออกให้หมด และต้องตัดลึกเข้าไปอีก1 คืบเพื่อให้มีการแตกยอดใหม่ที่ดี
     การป้องกันกำจัดวัชพืช การกำจัดวัชพืชนอกจากจะต้องกระทำครั้งก่อนการใส่ปุ๋ยแล้วยังจำเป็น ต้องคอยดูแลอยู่ตลอดเวลาป้องกันไม่ให้วัชพืชขึ้นในสวนอย่างหนาแน่น เพราะนอกจากจะไปแย่งอาหารจากเงาะแล้วยังเป็นแหล่งสะสมของ โรคและแมลงอีกด้วย ซึ่งอาจจะใช้รถตัดหญ้าหรือใช้สารเคมีควบคุม
การเก็บเกี่ยว
       เงาะจะเริ่มออกดอกเมื่อปลูกได้ประมาณ 3-4 ปี ผลผลิตของเงาะจะมากน้อยแตกต่างกันไปขึ้นกับพันธุ์ อายุ การปฏิบัติดูแลรักษาของชาวสวน
       ได้มีการเก็บตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการจังหวัดจันทบุรีพบว่าเงาะ พันธุ์สีชมพูมีอายุประมาณ 10 ปี ให้ผลผลิตประมาณ 3,400 กก./ไร่ เงาะพันธุ์โรงเรียน อายุประมาณ 10 ปี เช่นกันให้ผลผลิตประมาณ 2,000 กก./ไร่
       โดยทั่วไปในภาคตะวันออกเงาะจะออกดอกประมาณเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ และจะมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตออกสู่ตลาดปลายเดือนเมษายน-กรกฎาคม ผลผลิตออกมากที่สุดประมาณเดือนมิถุนายน ส่วนเงาะจากภาคใต้จะออกดอกประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน เก็บผลเดือนกรกฎาคม-กันยายน ผลผลิตออกมากที่สุดในเดือนสิงหาคม
      ดัชนีการเก็บเกี่ยว เงาะเริ่มผลิตตาดอกจนถึงผลแก่เก็บเกี่ยวได้ใช้เวลาประมาณ 130-160 วัน ตั้งแต่ดอกเริ่มบานจนบานหมดช่อและ ผสมเกสรเสร็จใช้เวลาประมาณ 25-30 วันและตั้งแต่ผสมติดจนถึงผลแก่เก็บเกี่ยวได้ใช้เวลา 100-120 วัน ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นกับ สภาพธรรมชาติและพันธุ์เงาะ
อายุของเงาะที่เก็บเกี่ยวมีความสำคัญมากต่อสุขภาพ ต่ออายุการเก็บรักษา และการวางจำหน่าย ผลเงาะที่อ่อนหรือแก่เกินไป สีผลไม่สวย คุณภาพและรสชาติด้อย
       สุรพงษ์ โกสิยะจินดา ได้แนะนำวัยของเงาะ ที่เหมาะสมต่อการเก็บเกี่ยวไว้ดังนี้
ผลที่ 1 และ 2 ...................หลังจากเริ่มเปลี่ยนสีได้ 10 วัน และ 13 วันผลอ่อนเกินไป
ผลที่ 3 .............................หลังจากเริ่มเปลี่ยนสีได้ 16 วัน มีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ดี
ผลที่ 4 และ 5....................หลังจากเริ่มเปลี่ยนสีได้ 19 วัน และ 22 วัน มีคุณภาพดีมากทั้งสีและรสชาติ
ผลที่ 6 และ7.....................หลังจากเริ่มเปลี่ยนสีได้ 25 วัน และ28 วัน มีคุณภาพดีเช่นกันแต่เหมาะสำหรับตลาดในประเทศ
ผลที่ 8 .............................แก่เกินไป
ผลที่ 1 และ 2 ...................มีคุณภาพด้วยผลอ่อนเกินไป
ผลที่ 3-7 .........................มีคุณภาพดีทั้งสีและรสชาติ
ผลที่ 8 .............................มีรสหวานมาก แก่จัดเกินไป

วิธีการเก็บเกี่ยว
     ไม่ควรเก็บเกี่ยวในช่วงที่มีแดดจัดเพราะจะทำให้เงาะสูญเสียน้ำ และเหี่ยวอย่างรวดเร็ว โดยปกติแล้วจะเก็บเกี่ยวเงาะในช่วงเช้า โดยใช้กรรไกรตัดในระยะที่มือเอื้อมถึง หรือจะใช้บันไดอลูมิเนียม หรือม้านั่งสูงปีนขึ้นไปตัด หรือใช้บันไดอลูมิเนียม หรือม้านั่งสูงปีนขึ้นไปตัด หรือใช้บันไดไม้ไผ่พาดกิ่งนอกทรงพุ่ม แล้วปีนขึ้นไป ตัดผลเงาะทั้งช่อใส่เข่งหรือตะกร้าจนเต็มแล้วใช้เชือกโรยลงมาให้คนที่อยู่ข้าง ล่างถ่ายใส่ภาชนะอื่นเพื่อลำเลียงไปดำเนินการในขั้นตอนต่อไป
     ควรหลีกเลี่ยงการตัดช่อเงาะให้หลุดจากต้นลงมากระทบพื้นดินโดยตรง เพราะจะทำให้ผลเงาะซ้ำ ผลแตก จนหัก มีตำหนิและเกิดการเน่า เสียหลังจากการเก็บเกี่ยวอย่างรวดเร็ว ถ้าจะใช้มีดหรือกรรไกรต่อด้ามยาวตัดลงก็ควรมีตาข่ายขึงรอง รับเพื่อลดแรงกระแทก ก็จะลดความเสียหายได้บ้าง
ปฏิบัติการหลังการเก็บเกี่ยว
     หลังจากเก็บเกี่ยวผลเงาะลงมาแล้วให้รีบลำเลียงไปไว้ในที่ร่มโดยเร็ว ซึ่งอาจจะเป็นใต้ต้นเงาะในสวน หรือโรงเรือน โดยมีการปฎิบัติดังนี้
1. ตัดแต่งช่อเงาะให้เป็นผลเดี่ยว ๆ โดยตัดก้านให้ชิดผล คัดผลที่มีลักษณะไม่ดี เช่น เจริญเติบโตไม่เต็มที่ มีรอยช้ำ รอยแตก หรือรอยแผลจากการเก็บเกี่ยว และผลที่มีรอย ตำหนิจากการทำลายของโรคและแมลงออกให้หมด
2. สำหรับตลาดในประเทศ ชาวสวนจะบรรจุเงาะลงในเข่งและรดน้ำเพื่อเพิ่มความชื้นให้กับ ผลเงาะและรอพ่อค้าคนกลางมารับซื้อต่อไป
3. ถ้าเป็นการส่งออกไปต่างประเทศ ชาวสวนจะต้องงดรดน้ำเงาะก่อนการเก็บเกี่ยว ประมาณ 2-3 วัน และนอกจากเก็บเกี่ยวและคัดผลเสียออกด้วยความพิถีพิถันแล้ว จะต้องทำการตัดขนาดและใช้แปรงขนอ่อนปัดแมลงรวมทั้งเศษฝุ่น ผงที่ติดมากับผลออกให้หมดแล้วจุ่มผลเงาะในสารละลายบีโนมิล ความเข้มข้น 500 ส่วนในล้านส่วน (บีโนมิล 10 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร) เสร็จแล้วผึ่งให้แห้ง แล้วจึงบรรจุหีบห่อ การบรรจุหีบห่อเงาะเพื่อการส่งออกควรใช้กล่อง กระดาษลูกฟูกขนาด 500x300x100 มิลลิเมตร น้ำหนักบรรจุต่อกล่องประมาณ 4-5 กิโลกรัม
 


















หลังพ่นดึงดอก


หากดอกอั้นให้พ่นยืดช่อ


ดอกบาน 25-30%
ให้ทำการผสมเกสร


พอดอกบานเต็มที่
พ่นสูตรพลิกลูก

ขี้ครอก แก้ไขได้



เข้าสู่ระยะผลอ่อน


พ่นขยายผล
เพื่อพัฒนาต่อไป



 
   


-:[ Information Technology Center ]:-
บริษัท ไบโอ-อโกร ไทย จำกัด
สำนักงานเลขที่ 53/10 หมู่ที่ 1 ตำบลจันทนิมิตอำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี 22000
E-mail : bio-thai@hotmail.com Tel : 039-325403, 01-8125424, 01-8656527

Best view in Internet Explorer 5.x or Higher. Size 800x600 Pixel.