สะละ     
พันธุ์
พันธุ์ที่นิยมปลูก
  พันธุ์เนินวง   เป็นพันธุ์สะละที่นิยมปลูกมากที่สุด ขนาดตะโพกหรือลำต้นเล็กกว่าระกำ บริเวณกาบใบมีสีน้ำตาลทอง ปลายใบยาว หนามของยอดที่ยังไม่คลี่มีสีขาว
ผลมีรูปร่างยาว หัวท้ายเรียวคล้ายกระสวย หนามผลยาว อ่อนนิ่ม ปลายหนามงอนไปทางท้ายผล
เนื้อมีสีเหลืองนวลคล้ายน้ำผึ้ง หนานุ่ม รสชาติหวานหรือหวานอมเปรี้ยว
รับประทานแล้วรู้สึกชุ่มคอ กลิ่นหอม เมล็ดเล็ก
  พันธุ์หม้อ  ขนาดตะโพกหรือลำต้นเล็กและใบมีสีเข้มกว่าพันธุ์เนินวง ข้อทางใบถี่ สั้น หนามยาวเล็กและอ่อนกว่าพันธุ์เนินวง ช่อดอกยาว ติดผลง่ายกว่าพันธุ์เนินวง ผลคล้ายระกำ เปลือกผลสีแดงเข้ม
เนื้อสีน้ำตาลมีลาย เนื้อหนาแต่ไม่แน่น รสชาติหวาน มีกลิ่นเฉพาะ เมล็ดเล็ก ทนต่อสภาพแสงแดดจัดได้ดีกว่าพันธุ์เนินวง
  พันธุ์สุมาลี  เป็นพันธุ์ใหม่ ลักษณะลำต้นคล้ายระกำ ทางใบยาวมีสีเขียวอมเหลือง ใบใหญ่กว้างและปลายใบสั้นกว่าพันธุ์เนินวง หนามของยอดอ่อนที่ยังไม่คลี่มีสีส้มอ่อน คานดอกยาว ช่อดอกใหญ่ ติดผลง่าย ผลมีรูปร่างป้อมสั้น สีเนื้อคล้ายสะละเนินวง เนื้อหนากว่าระกำแต่บางกว่าพันธุ์เนินวง รสชาติหวาน มีกลิ่นเฉพาะ เจริญเติบโตเร็วและทนต่อสภาพแสงแดดจัดได้ดีกว่าพันธุ์เนินวง
การเลือกพันธุ์
เลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับแหล่งปลูกและตรงตามที่ตลาดต้องการ
ตรงตามพันธุ์ ซึ่งต้องเป็นต้นพันธุ์ที่ได้จากการขยายพันธุ์โดยการตัดชำลำต้นแก่หรือแยกหน่อจากต้นเพศเมียเท่านั้น
และต้องไม่ใช่หน่อที่พัฒนามาจากไหลหรือจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในขณะที่ต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื่อเยื่อ
ยังอาจกลายพันธุ์ได้
มีความสมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีโรค-แมลง
พันธุ์
เนินวง
หม้อ
สุมาลี
ลำต้นและหนาม
เล็กกว่าระกำ
เล็กกว่าพันธุ์เนินวง
ใหญ่กว่าระกำ
หนามของยอดอ่อน
หนามยังไม่คลี่มีสีขาว
หนามยาวเล็กกว่า
และอ่อนกว่าพันธุ์เนินวง
หนามยังไม่คลี่
มีสีส้มอ่อน
ใบ
ทางใบยาว กาบใบมีสีน้ำตาลทอง ปลายใบยาว
ข้อทางใบสั้น
ใบเข้มกว่าพันธุ์เนินวง
ทางใบยาว
กาบใบมีสีเหลือง
ดอก
ช่อดอกยาว
ช่อดอกยาว
ใบใหญ่กว้าง
ปลายใบสั้นกว่าพันธุ์เนินวง
รูปร่างผล
ยาวหัวท้ายเรียวคล้ายกระสวย
คล้ายระกำ
ช่อดอกยาวใหญ่
ป้อมสั้น
เนื้อ
สีเหลืองนวลคล้ายน้ำผึ้ง   เนื้อหนาและแน่น
สีน้ำตาล มีลาย
เนื้อหนาแต่ไม่แน่น
สีเนื้อคล้ายพันธุ์เนินวง
เนื้อหนากว่าระกำแต่บางกว่า
เมล็ด
เล็ก
เล็ก
เล็ก
รสชาติ
หวานหรือหวานอมเปรี้ยว
มีกลิ่นหอม
หวาน มีกลิ่นเฉพาะ
หวานมีกลิ่นเฉพาะ
การเจริญเติบโต
ไม่ทนแดด
ทนแดด
โตเร็ว ทนแดด

 

 

 

 

ผสมร่วมกับ
สารเคมีได้



 

เตรียมพื้นที่
พื้นที่ดอนที่ปลูกไม้ยืนต้นไว้แล้ว  
ปลูกสะละร่วมกับไม้ยืนต้นเหล่านั้นได้เลย อาศัยไม้ยืนต้นที่ปลูกไว้แล้วเป็นร่มเงาพรางแสง
พื้นที่ดอนที่ไม่มีไม้ยืนต้น
 
ไถพรวน ปรับพื้นที่ให้เรียบ และขุดร่องระบายน้ำหากมีปัญหาน้ำท่วมขัง
ปลูกไม้ยืนต้นหรือไม้โตเร็วเพื่อเตรียมไว้เป็นร่มเงาของสะละ
พื้นที่ลุ่มมีน้ำท่วมขังในฤดูฝน  
ขุดยกร่องสวนให้มีขนาดสันร่องกว้างไม่น้อยกว่า 6 เมตร ร่องน้ำกว้าง 1.5 เมตร ลึก 1 เมตร
มีระบบระบายน้ำเข้าออกเป็นอย่างดี
ปลูกไม้ยืนต้นเป็นไม้ร่มเงาริมขอบแปลงทั้ง 2 ด้านป้องกันการพังทลายของแปลงปลูกด้วย
วิธีปลูก
ระยะปลูก   
สัมพันธ์กับจำนวนต้นต่อพื้นที่ 100 ต้นต่อไร่
หากปลูกสะละแบบต้นเดี่ยว ปลูกในระยะ 4x4 เมตร หรือ
ปลูกแบบกอไว้กอละ 3 ต้น ควรปลูกในระยะ 6x8 เมตร
สะละ 1 ต้นใช้พื้นที่ 14-20 ตารางเมตร
การปลูก  
ขุดหลุมปลูกให้มีขนาดกว้าง ยาว ลึก ประมาณ 30 เซนติเมตร
รองก้นหลุมด้วยหินฟอสเฟต อัตรา 500 กรัม/หลุม
วางต้นพันธุ์แล้วกลบดินจนอยู่ระดับเดียวกับผิวดิน ควรเอาดินกลบโคนปีละ 1 ครั้ง
การพรางแสง  
สะละต้องมีร่มเงาพรางแสงประมาณ 50% ของแสงปกติ
กรณีปลูกในสวนไม้ผลหรือไม้ยืนต้น เช่น เงาะ ทุเรียน ขนุน ฯลฯ
ควรตัดแต่งกิ่งของไม้ยืนต้นให้ได้แสงที่พอเหมาะ
กรณีปลูกใหม่ไม่มีไม้ร่มเงาต้องปลูกไม้โตเร็วเป็นไม้ร่มเงาถาวร
ใช้ตาข่ายพลาสติกพรางแสงขึงคลุมให้ได้แสงประมาณ 50%
การป้องกันลม
สวนสะละต้องมีการป้องกันลมโดยทำฉากป้องกันลมหรือปลูกไม้บังลมรอบแปลง
การใส่ปุ๋ย
  ระยะก่อนให้ผล (อายุ 1-3 ปี)
ปุ๋ยทางดิน ปุ๋ยตราดาวนก สูตร ซุปเปอร์ ดรากอน ( แทนเคมีสูตร 15-15-15 )
อัตรา 1-2 กิโลกรัม ต่อกอ ต่อปี (2-4 ครั้ง ต่อปี)
พ่นทางใบ บำรุงต้น บิ๊กที 20-50 ซีซี ผสมน้ำ 200 ลิตร
การให้น้ำ ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย ให้อาทิตย์ละครั้ง (แล้วแต่สภาพอากาศ)
ถ้าอากาศแล้งจัด ให้ 2-3 วันครั้ง
ตัดแต่งทางใบ ไม่ควรตัดแต่งทางใบมากนัก ยกเว้น ทางใบที่แก่จัด (หมดสภาพ)
ทางใบที่โน้มเกะกะ ใช้เชือกผูกรวบไว้ หรือทำคอก 4 มุมพาด
ทางใบที่ตัดออกแล้ว นำไปคลุมรอบโคนต้นโดยคว่ำด้านหนามลงดิน
การตัดแต่งหน่อ
และการไว้กอ
สะละอายุได้ประมาณ 1 ปี จะแตกหน่อออกมาจำนวนมาก
หากปลูกแบบกอควรเลี้ยงหน่อไว้เพียงหน่อเดียว
    (2 ต้น ต่อกอรวมทั้งต้นแม่)
      จะทำให้สะละตกผลเร็ว
หากต้องการเลี้ยงหน่อเพิ่มขึ้น ก็คอยหมั่นตัดแต่งหน่อที่ไม่ต้องการออก
  ระยะให้ผล (อายุ 3 ปีขึ้นไป )
ปุ๋ยทางดิน กำจัดวัชพืชก่อนใส่ปุ๋ย และใส่ปุ๋ยในขณะที่ดินมีความชื้นเพียงพอ
ปุ๋ยตราดาวนก สูตร ดรากอน-กรีน ( แทนเคมีสูตร 15-15-15 ) สลับกับ
      สูตร ดรากอน-โกลด์ (แทนเคมีสูตร 8-24-24)
ใส่ทุกๆ 2-3 เดือนครั้ง หรือปีละ 3-4 ครั้ง
อัตรา3-5 กก.ต่อกอ  พิจารณาจากขนาดกอ ปริมาณผลผลิต
พ่นทางใบ บำรุงต้น บิ๊กที 20-50 ซีซี ผสมน้ำ 200 ลิตร
การให้น้ำ ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ
อาจจะให้วันเว้นวัน หรือ สองวันเว้นวัน (แล้วแต่สภาพอากาศ)
ตัดแต่งทางใบ ไว้ทางใบ 15-20 ทางใบ
ไม่ควรตัดแต่งทางใบที่รองรับทะลายผล จนกว่าจะเก็บเกี่ยว
ทางใบที่ตัดทิ้ง ให้นำไปทิ้ง ไม่ให้ปูคลุมโคน
ทำโคนให้โปร่ง สะอาด เพื่อง่ายต่อการดูแล เรื่องโรค แมลง ผสมเกสร แต่งดอก
การตัดแต่งหน่อ
และการไว้กอ
ถ้ามีขนาดกอเหมาะสมแล้ว หมั่นตัด หน่อข้างต้น (หน่อต๊อก) และหน่อดิน ออก
อายุ 7-8 ปี หรือต้นสูงเกิน 1 เมตร อาจตัดต้นแม่ออกนำไปขยายพันธุ์
      และยังช่วยให้ มีช่องว่างกลางกอ การดูแลก็ง่ายขึ้น
การตัดแต่งดอก คานดอกที่ออกมา ในระยะก่อน 2 ปี ควรตัดทิ้ง
       เพราะผลผลิตที่ได้ ในระยะนี้จะไม่มีคุณภาพ
ตัดแต่งช่อดอกในแต่ละคานให้เหลือ เหมาะกับต้น สังเกตจากช่อดอก
       หากสมบูรณ์จะอวบยาว สีแดงเข้ม กาบหุ้มมีสีดำ หรือสีน้ำตาล
   
  การผสมเกสรและ การโยงผล
วิธีที่ 1 โดยตัดช่อดอกตัวผู้    ที่บานแล้วมาเคาะใส่ช่อดอกตัวเมียที่บานมากกว่า 50% ของช่อดอกขึ้นไปให้ละอองเกสรตกลงไปผสมกับเกสรตัวเมีย
วิธีที่ 2 หรือนำช่อดอกตัวผู้ ที่บานแล้วมาเสียบติดกับช่อดอกตัวเมียที่บานมากกว่า 50% ของช่อดอก โดยใช้ไม้เสียบติดกับนไว้
**** การผสมเกสรสามารถทำได้ตลอดทั้งวัน แต่ในฤดูฝนเมื่อ ผสมแล้วต้องคลุมดอกไว้อย่างน้อย 2 วัน **
การโยงผล ทำการโยงผล โดยเฉพาะ กระปุกผลอยู่ใกล้พื้นดิน
จดวันที่จะเก็บเกี่ยว ติดไว้ที่ช่อผล เพื่อง่ายต่อการนับวันตัดขาย
วิธีที่ 1
   
วิธีที่ 2
 

 

 

 

 

 

ซุปเปอร์ ดรากอน

บิ๊กที

ผสมร่วมกับ
สารเคมีได้

ดรากอน-กรีน



ดรากอน-โกลด์

การเก็บเกี่ยว
วิธีเก็บเกี่ยว 
นับอายุผล ควรเก็บเกี่ยวเมื่อผลสะละมีอายุประมาณ 37 สัปดาห์หลังดอกบาน
(ประมาณ 9 เดือน) จะได้ผลสะละที่มีรสหวานอมเปรี้ยว
สังเกตสีเปลือก จะเปลี่ยนจากสีน้ำตาลดำเป็นสีน้ำตาลแดง ผิวแตกลายเป็นลายคล้ายเกล็ดงูชัดเจน
บีบผลแล้วรู้สึกว่านิ่ม เนื่องจากมีความแน่นเนื้อน้อยลง เมื่อทดสอบปลิดผลจะหลุดออกจากขั้วได้ง่าย
ทดสอบรสชาติโดยการชิมเป็นวิธีที่แน่นอนที่สุด โดยควรชิมในแต่ละกระปุกก่อนเก็บเกี่ยวเพราะ
ในแต่ละกระปุกจะสุกแก่ไม่พร้อมกัน
ใช้กรรไกร ตัดกระปุกสะละทีละกระปุกวางในเข่งหรือตะกร้าพลาสติก ระมัดระวังอย่าให้ผลหลุดร่วง
ขนถ่ายจากแปลงไปยังโรงเรือนคัดบรรจุ (Packing House) ด้วยความระมัดระวัง
การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว
คัดเลือกโดยตัดแต่งผลที่ลีบและเน่าเสียออก
ทำความสะอาดโดยใช้น้ำจืด
คัดแยกคุณภาพก่อนการจำหน่ายจะทำให้ได้ราคาดีกว่าการจำหน่ายคละ
บรรจุลงเข่งหรือตะกร้าพลาสติกที่บุด้วยวัสดุป้องกันการชอกช้ำระหว่างขนส่ง เช่น ใบตอง กระดาษหนังสือพิมพ์ เป็นต้น
ผลสะละที่เน่าเสียจากการทำลายของเชื้อราควรเก็บรวบรวมนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก
ภาชนะบรรจุสารเคมีที่ใช้หมดแล้วควรเก็บรวบรวมนำไปทำลายอย่างเหมาะสม เช่น ฝังดินหรือทิ้งในสถานที่ที่
จัดไว้สำหรับทิ้งภาชนะเหล่านี้
ควรทำความสะอาด ดูแลและซ่อมบำรุงเครื่องมือ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้งานภายในสวนอยู่เสมอ
โรคที่สำคัญ
โรคใบจุด
    สาเหตุ  เชื้อราสาเหตุ 2 ชนิด คือ Helminthosporium sp. และ Bipolaris sp.
    อาการ  เกิดจุดแผลสีเหลืองอ่อนขนาดหัวเข็มหมุด ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลมีวงสีเหลืองล้อมรอบ
แผลขยายออกมีลักษณะค่อนข้างกลม มักเกิดกับต้นสะละที่ปลูกในสภาพแจ้งไม่มีร่มเงา
    ป้องกัน กำจัด  โดยสร้างร่มเงาที่เหมาะสมให้แก่ต้นสะละ

โรคผลเน่า
    สาเหตุ  โรคผลเน่าที่พบในสวนสะละเกิดจากเชื้อราสาเหตุ 3 ชนิดด้วยกัน ได้แก่.
   1. ผลเน่าที่เกิดจากเชื้อMarasmius palmivorus Sparples.
ลักษณะอาการ เปลือกของผลสะละจะมีสีน้ำตาล มีเส้นใยสีขาวหรือขาวอมชมพูเกิดขึ้น
เส้นใยจะแทงทะลุเปลือกเข้าไปในผล ทำให้เปลือกเปราะแตก เนื้อในเน่า ผลร่วงหล่น
เมื่อเส้นใยเจริญเต็มที่จะสร้างดอกเห็ดสีขาว เมื่อดอกบานจะปลดปล่อยสปอร์กระจาย
และระบาดไปสู่ทะลายผลอื่น ๆ ได้
   2. ผลเน่าที่เกิดจากเชื้อรา Sclerotium rolfsii (ราเม็ดผักกาด).
ลักษณะอาการ ส่วนมากพบเชื้อราระบาดบนกระปุกสะละที่ออกผลกองอยู่บนดินหรือ
แขวนอยู่ใกล้ผิวดิน เนื่องจากเชื้อราชนิดนี้อาศัยอยู่ทั่วไปในดิน เมื่อมีสภาพแวดล้อม
ที่เหมาะสมคือมีความชื้นสูง มีอาหาร และมีปริมาณเชื้อที่มากก็จะเกิดการระบาดได้
โดยจะพบเส้นใยสีขาวเจริญครอบคลุมไปบนผิวของผลสะละอย่างรวดเร็ว เมื่อเส้นใยแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและจะผลิตอวัยวะสืบพันธุ์ เป็นเม็ดเล็ก ๆ คล้าย
เม็ดผักกาดตกอาศัยอยู่ในดินต่อไป ส่วนใหญ่พบเชื้อราระบาดกับผลสะละที่มีอายุผล
ใกล้จะเก็บเกี่ยวได้แล้ว ทำให้ผลเน่า
   3. ผลเน่าที่เกิดจากเชื้อรา ชื่อ Thielaviopsis spp.
ลักษณะอาการ เชื้อราชนิดนี้ทำให้ผลสะละเน่าได้ตั้งแต่ผลยังเล็ก หรือยังอ่อนอยู่ โดยจะทำให้เนื้อข้างในเน่าและเป็นสีน้ำตาลแก่ ผลร่วง สร้างความเสียหายให้กับ
ผลผลิตของสะละอย่างมาก
    ป้องกัน กำจัด
ปรับสภาพสวนให้มีการระบายอากาศดี ควบคุมไม้ร่มเงาให้ได้แสงกับสะละประมาณ 50%
ผลที่แสดงอาการเน่าควรปลิดทิ้งพร้อมกับเก็บผลที่ร่วงหล่นเผาทำลาย
ก่อนที่เชื้อราต่าง ๆ จะสร้างสปอร์สืบพันธุ์ต่อไป
การป้องกันโดยการใช้สารจุลินทรีย์พ่นเพื่อควบคุมเชื้อสาเหตุก่อนเกิด
การระบาด เช่น บาซิลลัส ซับทิลัส (Bacillus subtilis)
การป้องกันโดยการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรากลุ่มคาร์บ๊อกซิน (carboxin) อัตรา
50 กรัม/น้ำ 20 ลิตรหรือไทอะเบ็นดาโซล (thiabendazol) + ฟอสฟอรัส แอซิด (Phosphorus acid)
พ่นก่อนการระบาดของเชื้อสาเหตุหรือก่อนฤดูฝนและหยุดใช้สารเคมีก่อนเก็บเกี่ยว 15 วัน

 

แมลงที่สำคัญ
ด้วงแรด (Rhinoceros beetle)
    การทำลาย  ด้วงแรดเล็ก (Oryctes rhinoceros Linnacus.) และ
ด้วงแรดใหญ่ (Oryctes gnu Mohner.) กัดกินตรงบริเวณส่วนอ่อนของเหง้าสะละเป็นอาหารทำให้เกิด
เป็นแผล เป็นสาเหตุให้ด้วงงวงชนิดอื่นและเชื้อโรคเข้าทำลายซ้ำยอดที่แตกออกมาใหม่เน่าและต้นตายได้
    การป้องกันกำจัด 
ทำความสะอาดบริเวณสวนไม่ให้มีแหล่งขยายพันธุ์ โดยเฉพาะซากกองปุ๋ยหมัก
จะต้องไม่กองทิ้งเกิน 3 เดือน เมื่อเกิน 3 เดือนควรเกลี่ยให้กระจาย
ใช้เชื้อราเขียว (Meterhizium anisopliac (Metsch) Sorok.) ใส่ไว้ตามแหล่งที่ตัวหนอนอาศัยอยู่ เชื้อราจะแพร่กระจายและสามารถทำลายด้วงแรดได้ทุกระยะการเจริญเติบโต
ใส่ลูกเหม็นบริเวณกาบรอบ ๆ ยอดอ่อนต้นละ 6-8 ลูก เพื่อขับไล่ไม่ให้ด้วงแรดเข้าทำลาย
ใส่ทรายในซอกกาบเช่นเดียวกับการป้องกันกำจัดด้วงแรดในมะพร้าว
ด้วงงวง

ด้วงงวงมะพร้าว(Asiatic palm weevil)
    การทำลาย ด้วงงวงมะพร้าวชนิดเล็ก (Rhynchophorus ferugineus Oliver.) โดยเจาะ ทำลายเหง้า หรือเข้าทางบาดแผลที่เกิดขึ้นจากการตัดแต่งหน่อแล้วเข้าไปวางไข่ภายใน
เกิดเป็นตัวหนอนกัดกินและทำลายครบวงจร

ด้วงงวงระกำ
    การทำลาย  ตัวแก่จะเข้าไปวางไข่ที่กาบใบหรือที่โคนของทะลายดอก
เกิดเป็นตัวหนอนกัดกินอยู่ภายในทำให้ทางใบแห้งและผลร่วงหมดทั้งคาน

ด้วงช่อดอกระกำ
    การทำลาย  ตัวแก่จะวางไข่บนช่อดอกของสะละทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมีย
เมื่อหนอนฟักออกจากไข่จะเจาะชอนไชไปที่แกนของช่อดอกทำให้ช่อดอกเกิดแผล
โดยเฉพาะช่อดอกตัวเมียของสะละ ผลอ่อนจะหลุดออกมาทำให้ไม่ติดผล เกิดความเสียหายมาก
    การป้องกันกำจัด  ใช้สารกำจัดแมลงประเภทคลอร์ไพริฟอส เช่น ลอร์สแบน (40% E.C.)
อัตรา 20 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร พ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 14 วัน และหยุดการใช้สารเคมีก่อนการเก็บเกี่ยว 15 วัน

วัชพืชที่สำคัญและการป้องกันกำจัด
วัชพืชที่พบในสวนสะละแบ่งออกได้เป็น 2 พวกใหญ่ ๆ คือ
- วัชพืชใบแคบ เช่น หญ้าคา หญ้าตีนกา หญ้าตีนนก เป็นต้น
- วัชพืชใบกว้าง เช่น สาบเสือ ผักโขม เป็นต้น
การป้องกันกำจัด
- ใช้แรงงานหรือเครื่องจักรตัดวัชพืชเหนือระดับผิวดิน
- ใช้วัสดุคลุมดิน ได้แก่ เศษซากวัชพืช ทางใบสะละ จะช่วยลดการงอกของเมล็ดวัชพืช
- การใช้สารเคมีเป็นวิธีที่สะดวกมีประสิทธิภาพสูง แต่ต้องระมัดระวังผลกระทบจากการใช้ด้วย

 




-:[ Information Technology Center ]:-
บริษัท ไบโอ-อโกร ไทย จำกัด เลขที่ 53/10 หมู่ที่ 1 ตำบลจันทนิมิตอำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี 22000
E-mail: bio-thai@hotmail.com Tel : 039-325403, 01-8125424, 01-8656527